รมช.คลัง แจงข้อซักถาม ชี้การพักหนี้เกษตร นายกฯเน้นย้ำความสำคัญแก้ปัญหาหนี้ รัฐบาลเตรียมการล่วงหน้าแล้ว เชื่อมั่นว่าจะสำเร็จในไตรมาสนี้
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงข้อซักถามของเพื่อนสมาชิก ในวาระแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า มีความเข้าใจผิดบางส่วน ที่พยายามเชื่อมโยงไปที่นโยบายของพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเป็นกระบวนการในการอธิบายของสมาชิก แต่ตามที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลร่วมมี 11 พรรคการเมือง อยากให้การอภิปรายพาดพิงแยกให้ออกระหว่างนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของพรรคแต่ละพรรค
ส่วนเรื่องการพักหนี้เกษตร นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ปัญหาหนี้ และรัฐบาลได้เตรียมการล่วงหน้าไปมากแล้ว เชื่อมั่นว่า ภายในไตรมาสนี้ สามารถทำสำเร็จ แต่นโยบายดังกล่าวผ่านการแก้ไขโดยรัฐบาลมาแล้ว 13 ครั้ง ก็ไม่สามารถหาทางออกให้พี่น้องเกษตรกรได้ และในครั้งนี้ ด้วยสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจที่ตึงมือ หนี้อยู่ในระดับสูง การพักหนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต่อชีวิตเกษตรกร หลังการพักหนี้ จะมีอีกหลายโครงการของรัฐที่จะจูงใจให้เกษตรกรลดภาระเงินต้นได้ บริหารจัดการหนี้ชัดเจน
ส่งเสริมการเพิ่มรายได้ เพิ่มผลผลิต ตามแนวนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องใช้ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ พร้อมด้วยแนวทางการค้า FTA กับหลายประเทศ ส่วนสถานการณ์ เอลนีโญ รัฐบาลมองเป็นโอกาส เพราะจะนำมาสู่ความขาดแคลนอาหารในโลก หากภาคการเกษตรของไทยเข้มแข็ง ก็จะสามารถกลับมาเป็นครัวของโลกได้
พร้อมยืนยัน ไม่ใช่เพียงพักหนี้เกษตรกร แต่ยังมีแผนงานรองรับหนี้ในภาค SMEs หนี้ในสหกรณ์ ราชการ เช่น ครู ตำรวจ ฯลฯ ที่รัฐบาลต้องช่วยปรับแก้โครงสร้าง โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ ต้องนำกลับเข้าสู่ระบบ โดยมั่นใจว่า รัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวิตได้สะดวกและดีกว่าที่เป็นอยู่
สำหรับประเด็นสวัสดิการโดยรัฐ รัฐบาลคำนึงถึงภาระของงบประมาณ ทั้งผ่านโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค วัคซีนฟรี ซึ่งจะลงไปยังพี่น้องประชาชนหลายภาคส่วน โดยเฉพาะส่วนที่มีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ ไปจนถึงการปรับแก้กฎหมาย ปรับรัฐที่เป็นอุปสรรคเป็นรัฐที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ
นายจุลพันธ์ ระบุว่า ขณะนี้ประเทศไทย ยังไม่มีรายได้จากการเก็บภาษีอยู่ในจุดที่ทำสวัสดิการถ้วนหน้าได้จริงๆ แม้เพื่อนสมาชิกที่อภิปราย ก็เคยร่วมกันเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลกันมาในระยะหนึ่ง ต่างก็รับทราบกันดีว่า ข้อจำกัด คือประเทศไทยยังไม่มีงบประมาณมากเพียงพอสำหรับสวัสดิการถ้วนหน้า ขณะนี้ประเทศไทยต้องสร้างเค้กที่ใหญ่ขึ้น ให้รัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น เพื่อนำไปทำสวัสดิการถ้วนหน้า
ขณะเดียวกัน ย้ำว่า รัฐบาลเศรษฐามีความตั้งใจทำสวัสดิการโดยรัฐให้ประชาชน ในระดับที่เหมาะสมและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามกรอบการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงขอถามกลับสมาชิกว่า ถ้าต้องการให้ทำสวัสดิการถ้วนหน้า คาดว่ารัฐบาลจะเอาแหล่งงบประมาณมาจากไหน ต้องผูกพันงบประมาณในระยะยาวเท่าใด กับโครงสร้างประเทศไทยที่กำลังจะเข้าสู่สังคมสูงวัย สุดท้ายภาระที่ประเทศต้องแบกรับในอนาคตมีเท่าไหร่
ทำให้ นางสาวศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ใช้สิทธิพาดพิง โดยถามกลับว่า ที่ไม่สามารถทำสวัสดิการถ้วนหน้าที่เคยมีอยู่แล้ว ให้กลายเป็นสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม แปลว่า เบี้ยผู้สูงอายุ เงินอุดหนุนเด็กเล็ก ที่น้อยมากอยู่แล้ว จะไม่มีเลยหรือไม่ มองว่า เงินในการดูแลสองกลุ่มนี้ ไม่ใช่จำนวนเงินที่มากเท่าไหร่
จากนั้น นายจุลพันธ์ ลุกขึ้นชี้แจงอีกครั้งว่า ที่แล้วมาส่วนตัวก็ไม่ได้ตั้งใจพาดพิงให้เกิดความเสียหาย และที่สมาชิกตั้งคำถาม ก็ยังยืนยันเช่นเดิมว่า ทางรัฐบาลเดินสวัสดิการโดยรัฐตามกรอบที่ระยะเวลาเหมาะสม แต่หากจะตั้งต้นด้วยการมีสวัสดิการถ้วนหน้าในเวลานี้ เชื่อว่าทุกคนเข้าใจตรงกันว่า ด้วยภาระของรัฐบาลในปัจจุบัน อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้ในเวลาอันใกล้ โดยเฉพาะสังคมสูงวัยที่กำลังจะมาถึง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews