จับสัญญาณMOU 8 พรรคร่วมเชื่อมสมการการเมือง หลังประธานรัฐสภา “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” สั่งงดประชุมโหวตนายกรัฐมนตรีวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ออกไปก่อน หลังผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิฉัยกรณีห้ามโหวตนายกฯซ้ำ ทำได้หรือไม่
นักวิเคราะห์ ระบุว่า ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลรวมถึงประเด็นการเมืองที่เกิดขึ้นนั้น นับวันดูเหมือนจะมีแต่ทางตันมากขึ้นจะเป็นผลเสียต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมถึงเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้อาจเกิดแรงขายหุ้นปิดความเสี่ยงของนักลงทุนที่ไม่ชอบความไม่แน่นอน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ
ก่อนหน้านี้ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ “นายดนุชา พิชยนันท์” กล่าวกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น กระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 จากเดิมที่จะต้องเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ทุกวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี
ด้านฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส ย้ำว่า ต้องติดตามการประชุมของ 8 พรรคร่วมรัฐบาล โดยพรรคเพื่อไทย จะนำข้อมูลที่ประชุมกับพรรคขั้วรัฐบาลเดิม 4 พรรคมาหารือ ซึ่งต้องติดตามว่าจะมีทิศทางเป็นเช่นไร แต่อย่างไรก็ตาม Scenario ที่จะเกิดขึ้นได้ในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้นั้นประกอบด้วย
กรณีที่ 1 พรรคเพื่อไทย จับมือพรรคร่วมรัฐบาลเดิมทั้ง 8 พรรค และรอจน สว. หมดอายุในเดือน พ.ค.2567 ซึ่งกรณีนี้จะทำให้เกิดสุญญากาศทางการเมืองราว 10 เดือน
กรณีที่ 2 พรรคเพื่อไทย จับมือพรรคร่วมรัฐบาลใหม่ โดยไม่มีพรรคก้าวไกลและยังเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร์
ซึ่งจากแนวโน้มของสถานการณ์ปัจจุบัน มีความเป็นไปได้ทั้ง 2 กรณี แต่หากเป็น กรณีที่ 1 ก็จะทำให้เกิดสุญญากาศของรัฐบาล และ สุญญากาศของงบประมาณ โดยปกติแล้วงบประมาณรายจ่ายปี 2567 จะถูกเบิกจ่ายช่วง 1 ต.ค. 2566 – 30 ก.ย.2567 ซึ่งหากเกิดสุญญากาศจนถึง พ.ค.ปีหน้า จะทำให้ช่วงเวลาที่จะใช้พิจารณางบประมาณสั้นลงและใช้ประโยชน์ได้ไม่เท่าที่ควร
ดังนั้น ภาพการเมืองในช่วงนี้มีโอกาสที่จะเกิดสุญญากาศได้ ซึ่งจะทำให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ถูกพิจารณาและเบิกจ่ายได้ไม่เต็มที่ อย่างไรก็ตามต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นเช่นไร ซึ่งภาวะปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนทางการเมือง จะเป็นปัจจัยกดดัน Flow ต่างชาติไหลออกช่วงสั้น และกดดัน SET Index ระยะถัดไป
ขณะที่ภาคเอกชนโดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ภาคเอกชนอยากให้การจัดตั้งรัฐบาลยังคงเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดไม่เกินเดือนสิงหาคม โดยไม่กังวลว่าจะมีการจับมือของพรรคการเมืองใด เพียงแต่จะต้องตอบคำถามสังคมและประชาชนให้ได้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นโดยเฉพาะกับนักลงทุน เวลานี้ภาคเอกชนรอดูโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพราะจะมีความสำคัญ ในการเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศเวลานี้
และจากข้อเสนอที่จะให้รอระยะเวลา 10 เดือนเพื่อให้ทาง ส.ว. หมดวาระลง ซึ่งจะทำให้การโหวตนายกรัฐมนตรีง่ายขึ้น มองว่าเป็นเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนัก ว่าระยะเวลา 10 เดือน จะส่งผลกระทบกับภาวะเศรษฐกิจ และชีวิตของประชาชนมากน้อยแค่ไหน เพราะเศรษฐกิจไทยเวลานี้ถือได้ว่าเปราะบาง มีวิกฤตที่รอรัฐบาลใหม่แก้ไข ทั้งการรับมือ กับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สถานการณ์ภัยแล้งจะปรากฏการณ์เอลนีโญที่มองว่าจะรุนแรงขึ้น รวมถึงการลงทุนของนักลงทุนใหม่ ระยะเวลา 10 เดือน นานเกินไปในการตัดสินใจรอลงทุน อาจมีการพิจารณาประเทศอื่นแทนประเทศไทย
จากนี้ต่อไปจะต้องติดตามวันโหวตนายกรัฐมนตรีรวมถึงสมการการเมืองที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับขั้วตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งย่อมส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและความเชื่อมั่นนั่นเอง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews