พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีการอนุญาตให้ประกันตัวนักข่าวสาวชาวจีน
ที่มีการแอบอ้างชื่อตนเองไปเรียกรับเงินจํานวน 33 ล้าน จาก น.ส.นวพร ผู้ต้องหาในคดีอุ้มบุญ แต่มีการจ่ายเงินเพียง 14 ล้านบาท ว่าเป็นดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนและเป็นการเรียกให้เข้ามาพบไม่ใช่การติดตามจับกุม
โดยพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุว่า นักข่าวสาวรายดังกล่าวนั้น ตนเองรู้จักตั้งแต่เป็นผู้บังคับการตํารวจท่องเที่ยว ซึ่งก็ได้พูดคุยกันเพื่อติดต่อประสานงานไปยังสื่อหรือทางการจีนมาโดยตลอดและยอมรับว่าข้อมูลส่วนใหญ่ในคดีของแก๊งอุ้มบุญหรือจีนเทาต่างๆ ก็ได้ข้อมูลมาจากนักข่าวสาวรายนี้ แต่พอทราบว่ามีการนําชื่อตนไปแอบอ้างเพื่อเรียกรับเงินนั้น
ถึงแม้จะเป็นคนรู้จักหรือคนสนิท หากพบกระทําความผิดก็จะต้องถูกดําเนินคดีเช่นเดียวกัน และยิ่งต้องลงโทษให้หนักหากเป็นคนใกล้ชิด ซึ่งตนเองเป็นคนสั่งการให้เจ้าหน้าที่ดําเนินการขออนุมัติหมายจับต่อศาล และให้ชุดสืบสวนเรียกเข้ามาพบ ซึ่งยืนยันว่าดําเนินคดีโดยที่ไม่เลือกปฏิบัติอย่างแน่นอน
สําหรับการจ่ายเงินนั้น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า จ่ายเป็นเงินสด ซึ่งทางตํารวจมีพยานหลักฐานชัดเจน เพราะหากพยานหลักฐานไม่เพียงพอศาลคงไม่อนุมัติหมายจับให้ ส่วนช่วงที่มีการจ่ายเงินกันนั้นเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม ช่วงที่ น.ส.นวพร ยังไม่เข้าเรือนจํา โดยเรื่องดังกล่าวตนเอง เคยทราบและได้ยินมาบ้างก่อนหน้านี้แต่ไม่มีพยานหลักฐาน จนกระทั่งตอนนี้มีพยานหลักฐานเพียงพอจึงเริ่มดําเนินการ เบื้องต้นพบการกระทําความผิดเพียง 1 ครั้ง แต่หากมีผู้เสียหายเพิ่มก็สามารถแจ้งเข้ามาได้
นอกจากนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เปิดเผยด้วยว่า คดีนี้เป็นการกระทําร่วมกันกับสามีที่ถูกจับกุมดําเนินคดีก่อนหน้านี้ โดยกรณีของสามีตนเป็นคนสั่งให้จับกุมเอง แต่ตอนนั้นที่ยังไม่จับนักข่าวสาวเพราะยังไม่ทราบหรือมีพยานหลักฐานที่บงชี้ว่าร่วมกันอย่างไร ส่วนประเด็นการถือสัญชาตินั้น ยืนยันว่านักข่าวสาวรายดังกล่าวถือสัญชาติไทยถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากอยู่ไทยมานานกว่า 30 ปี
“ข้อมูลหลายส่วนก็ยอมรับว่าได้จากคุณจีจี้ ในเรื่องของนวพร ในเรื่องของกระบวนการจีนต่างๆ ก็เป็นสื่อที่ดี แต่ว่าเมื่อมีข้อมูลอีกด้านหนึ่ง เรื่องการไปเรียกทรัพย์สินของเค้าหรือต่างๆโดยการกล่าวอ้างชื่อของผม เพราะฉะนั้นเหล่านี้เป็นความผิดทางอาญา ก็เหมือนที่ผมเรียนว่าคือใครก็ตามที่ทํางานอยู่กับผมไม่ว่าเป็นลูกน้องใกล้ชิด เมื่อทําผิดก็ต้องมาตรฐานเดียวกันไม่เลือกปฏิบัติ ยิ่งใกล้ตัวเท่าไร ยิ่งต้องเข้มงวดมากเท่านั้น”
ทั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยืนยันว่า กรีณีดังกล่าวไม่กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างทางการไทย-จีน เพราะตนได้พูดคุยกับอุปทูตจีนแล้ว ร่วมถึงเอกอัครราชทูต ที่เคยทํางานร่วมกันก็ไว้ใจการทํางานของตน ซึ่งหากตํารวจมีพยานหลักฐานชัดเจนขนาดนี้แล้วละเว้นไม่ดําเนินคดี จะทําให้การบังคับใช้กฎหมายขาดความน่าเชื่อถือ
อย่างไรก็ตามเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ทําการขึ้นบัญชีแบล็คลิส และสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศไทยโดยเด็ดขาดจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews