อสส.ชี้ขาดสั่งฟ้อง ธนาธร

การเมือง ข่าว
อสส.ชี้ขาดสั่งฟ้อง ธนาธร-ปิยบุตร-ช่อ พรรณิการ์ คดีม.116 -ส่วน “ธนาธร” รอดคดีถือหุ้นสื่อ ชี้หลักฐานไม่ชี้ชัด

 

 

นายธรัมพ์ ชาลีจันทร์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด แถลงว่าอัยการสูงสุดมีคำสั่งชี้ขาดสั่งฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, น.ส.พรรณิการ์ วานิช ฐานร่วมกันกระทำให้ปรากฏด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 116 (3) หลังอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องและ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความเห็นแย้ง

 

โดยอัยการสูงสุด ได้พิจารณาคดีดังกล่าวแล้วได้มีคำสั่งชี้ขาดฟ้องผู้ต้องหาทั้ง3ราย โดยให้พนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาและสอบคำให้การผู้ต้องหาทั้งสามให้ถูกต้องครบถ้วนตามฐานความผิดที่อัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้องและปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ก่อนยื่นฟ้องคดีต่อไปด้วย

 

ส่วนกรณีพนักงานอัยการ สำนักงานคดีอาญา สั่งไม่ฟ้องและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นแย้งคดีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ต้องหา ผิดฐานรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรณีถือหุ้นสื่อ อัยการสูงสุดพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า ได้มีคำสั่งชี้ขาดไม่ฟ้อง นายธนาธร เนื่องจากคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ต้องหาได้ทำการโอนหุ้นชนิดระบุชื่อที่ตนได้ถือหุ้นไว้ให้แก่ผู้เป็นมารดา และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจจัดการแทนบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ไปเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 โดยมีบุคคล 3 คน เป็นพยานบุคคลและมีเอกสารตราสารโอนหุ้น,

 

ทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เป็นพยานเอกสารมาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการโอนหุ้นตามข้อบังคับของบริษัท และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1129กล่าวคือ ต้องทำหลักฐานการโอนหุ้นเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน และมีการจดแจ้ง การโอนลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว ซึ่งตามกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1141 แม้ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากการไต่สวนพยานของ ผู้ถูกร้อง (ผู้ต้องหา) ดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจะเห็นว่ามีข้อพิรุธ ก็เป็นเรื่องพิรุธในข้อเท็จจริงของคำให้การพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง (ผู้ต้องหา) เพียงฝ่ายเดียว แต่การดำเนินคดีอาญาโจทก์จะต้องมี พยานหลักฐานอื่นมาแสดงหรือใช้นำสืบพิสูจน์ให้ศาลรับฟังเชื่อได้โดยปราศจากข้อระวังสงสัยว่าผู้ต้องหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews