2 ปีพรรคประชาชน ย้ำภารกิจเดิม ชนะเลือกตั้ง-เปลี่ยนประเทศ

การเมือง ข่าว

 

“เท้ง” โพสต์ครบรอบ 2 ปีพรรคประชาชน ย้ำภารกิจเดิม ชนะเลือกตั้ง-เปลี่ยนประเทศ-คืนอำนาจให้ ปชช.

 

 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหัวข้อ 2 ปี พรรคประชาชน กับภารกิจสร้างอนาคตใหม่ที่ดีกว่า สร้างประเทศไทยให้ก้าวไกล เพื่ออำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน โดยระบุว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้ว 9 สิงหาคม 2567 คือวันที่พรรคประชาชน ถือกำเนิดขึ้น เพื่อรับไม้ต่อภารกิจและอุดมการณ์ทางการเมืองหลังการยุบพรรคก้าวไกล แต่หากย้อนให้ไกลกว่านั้น

นายณัฐพงษ์ ระบุต่อว่า จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้ต้องมองกลับไปถึงวันที่ 7 สิงหาคม 2559 วันที่รัฐธรรมนูญ 2560 ได้รับความเห็นชอบจากการทำประชามติ และกลไกจากรัฐประหาร 2557 โดย คสช. ถูกวางไว้ในกติกาสูงสุดของประเทศ เพื่อให้กลุ่มการเมืองของผู้ทำรัฐประหารสืบทอดอำนาจได้โดยง่าย

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ปี 2561 พรรคอนาคตใหม่ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับความหวังที่จะสร้างการเมืองแบบใหม่ โดยมีเป้าหมายที่เรียบง่ายแต่สำคัญที่สุด คืออนาคตที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน แม้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ และต่อมาพรรคก้าวไกลต้องสิ้นสุดการเดินทางลงเช่นเดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงตั้งมั่น คือ ความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยกระบวนการประชาธิปไตย เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

นายณัฐพงษ์ ระบุอีกว่า ปี 2566 พรรคก้าวไกลพิสูจน์ให้เห็นว่า เราสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งได้ แม้จะอยู่ภายใต้กติกาที่ไม่เป็นธรรม และแม้เสียงของประชาชนจะไม่ได้ถูกแปรเปลี่ยนเป็นรัฐบาล แต่ภารกิจของพวกเรายังเดินหน้าต่อ ในฐานะฝ่ายค้านที่ทำงานตรวจสอบอย่างเข้มข้น และพยายามผลักดันร่างกฎหมายสำคัญๆ อย่างเต็มกำลัง

นายณัฐพงษ์ ระบุด้วยว่า วันนี้พรรคประชาชนกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เราอาจไม่ได้เป็นรัฐบาล และผลการเลือกตั้ง 2569 อาจไม่ได้เป็นไปอย่างที่พวกเราหวัง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เป้าหมายของเราเปลี่ยนไป การชนะการเลือกตั้งและเข้าไปใช้อำนาจรัฐเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศยังคงเป็นเป้าหมายสำคัญ แต่ในระหว่างทาง เราจะใช้ทุกพื้นที่ ทุกอำนาจ และทุกโอกาสที่ประชาชนมอบให้ เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

นายณัฐพงษ์ ระบุว่า ในยุคสมัยที่กลุ่มผู้ทำรัฐประหารหมดอำนาจลงแล้ว กลไกต่างๆ ที่ถูกวางไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 กลับกลายเป็นเครื่องมือสำคัญให้บางกลุ่มการเมืองนำไปใช้ประโยชน์ จนทำให้เกิดสิ่งที่เราเรียกกันว่าระบอบสีน้ำเงิน ปรากฏการณ์นี้ทำให้หลักนิติรัฐและนิติธรรมสั่นคลอน การบังคับใช้กฎหมายและระบบยุติธรรมถูกตั้งคำถาม นำมาสู่โจทย์ใหม่ๆ ที่เราต้องหาทางออกร่วมกัน นั่นคือ เราจะมีวิธีการอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรัฐล้มเหลว เราจะยกระดับศักยภาพตัวเองใหม่ได้อย่างไร

นายณัฐพงษ์ ระบุอีกว่า นอกจากความท้าทายทางการเมืองภายในประเทศ อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก ที่เราต้องออกแบบยุทธศาสตร์การรับมือมหาอำนาจ ว่าเราจะสามารถสร้างข้อตกลงเพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุดอย่างไร แต่คำถามสำคัญของการเมืองไทยวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ว่า เราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับใคร หรือเชื่อในวิธีการแบบไหน หากแต่คือคำถามว่า เราต้องการเห็นประเทศเดินไปในทิศทางใด และวาดภาพอนาคตของประเทศไทยไว้อย่างไร ระหว่างการเมืองที่อาศัยเครือข่ายอำนาจและระบบอุปถัมภ์ กับการเมืองที่เชื่อว่าอำนาจสูงสุดต้องกลับมาอยู่ในมือประชาชน

“นี่ไม่ใช่เพียงโจทย์ทางการเมืองที่เราต้องหาคำตอบ แต่เป็นคำถามที่เราต้องส่งต่อไปยังพ่อแม่พี่น้องประชาชนด้วยว่า วิธีการแบบไหนจะทำให้ประเทศยังอยู่ที่จุดเดิม และวิธีการแบบไหนจะสร้างความหวังถึงอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย”

นายณัฐพงษ์ ระบุต่อว่า ช่วงการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2569 ผมพูดไว้ว่า เราจะปลี่ยนอนาคตให้เป็นอนาคตใหม่ที่ดีกว่าของประชาชน สร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้าก้าวไกลไปด้วยกัน ความหมายตรงตัวยังคงเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าชื่อของพวกเราจะเปลี่ยนไป แต่เป้าหมายยังคงเหมือนเดิม

“ผมขอขอบคุณประชาชนทุกคนที่ไว้วางใจและร่วมเดินเคียงข้างกันมาตลอดเส้นทาง ในปีที่ 3 ผม และพรรคประชาชน จะยังคงทำงานด้วยความมุ่งมั่น ยึดถืออุดมการณ์ เจตจำนงทางการเมือง และความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคง และทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนเกิดขึ้นจริง”

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่