“พริษฐ์” บอกเป็นแค่ข่าวลือสูตรแดง เขียว ส้ม เชื่อ สส.ปชน. ตระหนักสัญญาประชาคมที่ให้ไว้กับประชาชนอยู่เสมอ พร้อมเดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลเต็มที่ ขณะ ไม่ไว้ใจ กกต. 100% เผย 5 ปมคดีฮั้ว สว. ลั่น จะเอาหลักฐานชัดขนาดไหน แค่มีเหตุอันควรเชื่อก็ส่งศาลได้แล้ว
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาลแดง เขียว ส้ม รวมถึงกรณีที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ระบุว่า ลืมไปหมดแล้วที่เคยพูดว่า “มีเราไม่มีเทา” จะเป็นการเปิดโอกาสให้ส้มเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ว่า ตอนนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานหลายอย่างมาก ซึ่งก็ยังไม่ได้มีการยืนยันในแต่ละภาคส่วน สิ่งที่เราทำตอนนี้คือทำหน้าที่เต็มที่ในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้าน เชื่อว่าสิ่งที่ สส.พรรคประชาชนทุกคนคงตระหนักอยู่เสมอถึงความไว้วางใจที่ประชาชนให้เราในวันเลือกตั้ง ซึ่งให้ความไว้วางใจเราบนหลักการ บนพื้นฐาน บนปัจจัย ตนเองและ สส.พรรคประชาชนก็ตระหนักอยู่เสมอ
ส่วนสมการนี้เข้ามาเกี่ยวข้องพรรคประชาชนจะเปิดโอกาสเข้ามาคุยหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนเองไม่เคยไปเชิญชวนใครมาคุยอะไร ทั้งหมดเป็นแค่ข่าวลือที่ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชนเลย และการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายค้าน ส่วนพรรคอื่นหลังจากฟังข้อมูลแล้วจะร่วมอภิปรายหรือไม่ ท้ายที่สุดจะลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ ก็ต้องไปถามพรรคอื่นมากกว่า
ทั้งนี้ หากแดงกับเขียวมาคุยด้วย จุดยืนของพรรคประชาชนจะเป็นอย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราก็มีความชัดเจนว่า เราทำหน้าที่ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน และคงไม่ไปคาดการณ์ถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น แต่ย้ำในเชิงหลักการว่าตนเองตระหนักอยู่เสมอว่าอยู่ในสภาฯ แห่งนี้ได้ ได้รับการเลือกตั้งและความไว้วางใจกับประชาชน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรานำเสนอกับประชาชนในวันเลือกตั้ง เป็นสัญญาประชาคมที่เราได้ให้ไว้ และเป็นสิ่งที่เราต้องตระหนัก

สำหรับอายุของรัฐบาลจะอยู่ได้นานหรือไม่ คงไปคาดการณ์อนาคตไม่ได้ แต่สิ่งที่พรรคฝ่ายค้านทำได้ คือพยามนำเสนอให้ สส.ในสภาฯ และนอกสภาฯ เห็น ว่าการที่รัฐบาลนี้อยู่ต่อไป จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศ การแข่งขันไม่ว่าจะเป็นเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน
ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นที่ตอนนี้กระจายไปในหลายภาคส่วนและหลายระดับ และคิดว่าจะทำเต็มที่ในบทบาทตรงนั้น หากมีการเลือกตั้งครั้งถัดไปเมื่อไร เราก็พร้อมจะนำเสนอเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับประชาชน ให้นำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า
ขณะเดียวกัน นายพริษฐ์ ยอมรับว่า คดีฮั้ว สว. เราไม่ได้ไว้วางใจกกต. 100% หากเราไว้ใจ กกต. ก็คงรอให้ กกต. ดำเนินการ แต่ที่ผ่านมามีหลายเหตุการณ์และหลายพฤติกรรมที่ทำให้เราตั้งคำถาม โดยตนอยากจะชี้ให้เห็นถึง 5 ข้อ ได้แก่ 1.การออกระเบียบการป้องกันทุจริตที่อาจยังไม่รัดกุม 2. การตรวจสอบคุณสมบัติที่ยังไม่รอบคอบเพียงพอ 3. การปล่อยปละละเลยการทุจริตให้เกิดขึ้นในวันเลือก ส.ว. ระดับประเทศ 4. มีข้อสงสัยเรื่องการเตะถ่วงเวลา และ มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อฟอกขาวผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดีดังกล่าว และข้อ 5. แม้จะยังไม่เกิดขึ้น แต่ กกต. ก็เตรียมเป่าคดีโดยอ้างว่า หลักฐานไม่เพียงพอหรือไม่ เพื่อให้เรื่องไปไม่ถึงศาล

นายพริษฐ์ ยังกล่าวว่า ตนก็อยากตั้งคำถามว่า หลักฐานต้องชัดขนาดไหนเรื่องนี้ถึงจะไปที่ศาลได้ ซึ่งหน้าที่ของกกต. คือ การวินิจฉัยว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตหรือไม่ ส่วนหน้าที่ศาลคือการวินิจฉัยว่ามีหลักฐานว่ามีการทุจริตหรือไม่ ซึ่งทั้งสองมีความแตกต่างกัน เพียงแค่หลักฐานทำให้เชื่อได้ว่ามีการทุจริต กกต. ก็ต้องส่งฟ้องไปที่ศาล ส่วนหลักฐานท้ายที่สุดแล้วจะถูกพิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ เป็นหน้าที่ที่ศาลจะพิพากษา ดังนั้นตนจึงมองว่าหลักฐานไม่ต้องชัดถึงขั้นต้องพิสูจน์ได้ว่ามีการทุจริต แค่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าทุจริต กกต. ก็สั่งฟ้องไปที่ศาลได้ ซึ่งที่ผ่านมากกต. ได้ดำเนินการให้เห็นแล้ว เช่น กรณีที่จ.นครราชสีมา มีการส่งข้อความทาง ไลน์ ไม่มีเส้นทางการเงิน แค่มีการแลกเปลี่ยนคะแนน กกต. ก็ส่งเรื่องไปที่ศาล หรือ กรณีที่ จ.ชลบุรี ก็ไม่มีเส้นทางการเงิน นอกจากข้อความทางไลน์ ที่จะจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกัน กกต. ก็มีมติส่งเรื่องไปที่ศาลเช่นเดียวกัน คำถามทีมคือ ข้อมูลหลักฐานที่เราจัดผ่านเวทีเสวนาถึง 3 เวที ยังชัดไม่พออีกหรือ เพราะแค่โพยใบสั่งตนก็มองว่าเป็นหลักฐานที่ชัดพอแล้ว ประกอบกับบัตรเลือก สว. ที่หลายคนเรียกร้องให้มีการเปิดหีบ ที่เหมือนกับโพยใบสั่ง แม้อาจจะพิสูจน์ไม่ได้ 100% ว่าทุจริตแต่อาจถูกมองได้ว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า และเพียงพอที่จะทำให้ กกต. ส่งเรื่องไปยังศาล
นอกจากนี้ ตนยังพยายามหาหลักฐานเพิ่มเติม ทางไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการเงิน หลักฐานการนัดหมาย พยานบุคคลหรือคลิปเสียง ซึ่งเป็นหลักฐานที่พิสูจน์ได้เชิงวิทยาศาสตร์ หากหน่วยงานที่ตรวจสอบทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมานายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เราไม่มั่นใจว่า กกต. จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เพราะเห็นว่าที่ผ่านมามีขั้นตอนหรือการกระทำ ที่ทำให้เราเกิดความไม่มั่นใจและไว้วางใจต่อการทำหน้าที่ของกกต. และตนหวังว่าข้อสันนิษฐานนี้เราจะคิดผิด หาก กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาด้วยหลักฐานที่ชัดเจนละเอียดและหนักแน่น กกต. ก็ควรส่งเรื่องไปที่ศาล ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26
“ถ้า กกต. ไม่ส่งฟ้องไปที่ศาล เช่น ยกคำร้องทั้งหมด หรือ ยกคำร้องบางคน ตนใน ฐานะ สส. สามารถดำเนินการ 2 ทาง คือดำเนินคดีกับ กกต. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และ เสนอทบทวนกฎหมาย เพื่อให้ผู้เสียหายมีสิทธิ์ฟ้องตรงไปที่ศาลได้ โดยต้องเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย แต่ตนก็หวังว่าเหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้น และกกต. จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาส่งฟ้องไปยังศาล พร้อมเชิญชวนประชาชนทุกคน ติดแฮชแท็ก สั่งฟ้องสว. เพื่อแสดงให้เห็นว่าประชาชนจับตาอยู่”
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news