“ภัทรพงษ์-ปชน.” จี้รัฐบาลทบทวนร่างข้อตกลงไทย-เมียนมา แก้ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อน หวั่นปิดกั้นข้อมูลสารพิษถึงประชาชน ชี้ใช้เวลา 1 ปี แต่ยังไม่แตะต้นตอมลพิษ
นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ เขต 8 พรรคประชาชน เรียกร้องให้จับตาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาร่างข้อตกลง (TOR) ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมาในการแก้ไขปัญหาแม่น้ำข้ามแดนปนเปื้อนสารพิษ โดยตั้งข้อสังเกตว่า ร่างข้อตกลงดังกล่าวยังมีข้อบกพร่องหลายประการ ทั้งไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นตอ และยังอาจกระทบต่อสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม
นายภัทรพงษ์ ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความกังวลจากการปนเปื้อนของสารหนู ตะกั่ว และแคดเมียมในแหล่งน้ำ หลายพื้นที่ต้องหยุดจับปลา งดใช้น้ำ และไม่กล้าให้เด็กลงเล่นน้ำ โดยต่างเฝ้ารอให้รัฐบาลไทยสามารถบรรลุข้อตกลงกับเมียนมาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และเมื่อพิจารณาร่างข้อตกลงที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. กลับพบว่ามีประเด็นที่น่ากังวลหลายด้าน และอาจไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาที่ประชาชนกำลังเผชิญ
ประเด็นแรก คือ เรื่องการรักษาความลับและการสื่อสารต่อสาธารณะ ซึ่งกำหนดให้ข้อมูลและผลการตรวจคุณภาพน้ำที่จะเปิดเผยต่อประชาชน ต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งรัฐบาลไทยและเมียนมาก่อน นายภัทรพงษ์ เห็นว่า เงื่อนไขดังกล่าวอาจทำให้รัฐบาลไทยไม่สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ทันที หากตรวจพบสารพิษในแม่น้ำฝั่งไทย แต่ฝ่ายเมียนมาไม่ให้ความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูล ส่งผลให้สิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย กลายเป็นเรื่องที่ต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาลทั้งสองประเทศ
ประเด็นที่สอง คือ ร่างข้อตกลงมุ่งเน้นเฉพาะการตรวจวัดคุณภาพน้ำ แต่ไม่ได้กำหนดมาตรการควบคุมหรือแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุของการปนเปื้อน โดยไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การตรวจสอบห่วงโซ่การผลิตและการขนส่งแร่ รวมถึงไม่มีมาตรการตรวจสอบการนำเข้าและส่งออกแร่จากพื้นที่ที่อาจเป็นต้นเหตุของสารพิษ
นายภัทรพงษ์ ระบุว่า หากข้อตกลงมีเพียงการตรวจวัด แต่ไม่มีแนวทางหยุดยั้งการปล่อยมลพิษ ก็ไม่อาจแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน
ประเด็นที่สาม คือ องค์ประกอบของคณะทำงานฝ่ายไทย ซึ่งกำหนดพื้นที่ดำเนินงานไว้เฉพาะจังหวัดเชียงราย ทั้งที่ยังมีจังหวัดอื่นได้รับผลกระทบจากแม่น้ำข้ามแดน เช่น เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และระนอง นอกจากนี้ ยังไม่มีหน่วยงานด้านเหมืองแร่โดยตรง เช่น กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ หรือกรมทรัพยากรธรณี เข้าร่วมเป็นคณะทำงาน รวมถึงไม่มีการกำหนดภารกิจในการตรวจสอบปลา พื้นที่เกษตร หรือผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญของปัญหามลพิษในพื้นที่
ส่วนประเด็นที่สี่ นายภัทรพงษ์ ระบุว่า แนวทางการตรวจสอบในร่างข้อตกลงยังเป็นลักษณะ “ต่างฝ่ายต่างตรวจ” ตามแผนงานของแต่ละประเทศ โดยไม่มีการกำหนดให้มีการเก็บตัวอย่างร่วมกันในพื้นที่ต้นน้ำหรือบริเวณที่สงสัยว่าเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ พร้อมเห็นว่า หากเป็นเพียงการตรวจสอบของแต่ละประเทศ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาถึง 1 ปีในการจัดทำข้อตกลง เพราะเป็นภารกิจที่แต่ละฝ่ายสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว ขณะที่สิ่งที่ควรเกิดขึ้น คือ การร่วมกันเก็บตัวอย่างบริเวณแหล่งกำเนิด เพื่อพิสูจน์ต้นตอของการปนเปื้อน และนำไปสู่มาตรการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างจริงจัง
พร้อมกันนี้ นายภัทรพงษ์ ได้เสนอ 4 ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ก่อนที่ ครม. จะพิจารณาร่างข้อตกลง ได้แก่
1. รัฐบาลไทยต้องสามารถเปิดเผยผลการตรวจสารพิษให้ประชาชนรับทราบได้ทันที โดยไม่ต้องรอความยินยอมจากรัฐบาลเมียนมา และควรเปิดทางให้มีการตรวจสอบด้านอื่นเพิ่มเติม เช่น คุณภาพปลา ผลผลิตทางการเกษตร และผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
2. กลไกการตรวจสอบต้องควบคู่กับมาตรการจัดการต้นเหตุของมลพิษ โดยให้มีการเก็บตัวอย่างร่วมกันในพื้นที่ที่สงสัยว่าเป็นแหล่งกำเนิด และเชื่อมโยงไปสู่มาตรการควบคุมการนำเข้าและส่งออกแร่ รวมถึงการสืบหาผู้ก่อมลพิษที่แท้จริง
3. ขอบเขตการดำเนินงานของฝ่ายไทยต้องครอบคลุมทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ ไม่จำกัดเฉพาะจังหวัดเชียงรายเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ระนอง และพื้นที่อื่นที่ได้รับผลกระทบจากแม่น้ำข้ามแดน
4. ครม. ควรมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมหรือกระทรวงพาณิชย์ จัดทำกฎกระทรวงกำหนดให้ผู้ประกอบการนำเข้าและส่งออกแร่ ต้องเปิดเผยแหล่งกำเนิดของแร่ ตลอดจนข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยืนยันว่าแร่ดังกล่าวไม่ได้มาจากแหล่งที่ก่อให้เกิดมลพิษ และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นทางผ่านของแร่ที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
นายภัทรพงษ์ ทิ้งท้ายว่า ปัญหาการปนเปื้อนของแม่น้ำข้ามแดนไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนไทยเป็นผู้ก่อขึ้น แต่คนไทยกลับเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จึงหวังว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสุขภาพและสิทธิในการรับรู้ข้อมูลของประชาชน มากกว่าการรักษาความสัมพันธ์ทางการทูต จนทำให้ข้อตกลงที่กำลังจะลงนามไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews