นายกฯ เร่งปั้นอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หนุนกองทัพใช้ Made in Thailand สร้างงาน สร้างเทคโนโลยีขั้นสูง ลดพึ่งพาการนำเข้า
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย โดยมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวจากการเป็นผู้จัดหาไปสู่การเป็นผู้พัฒนาและผู้ผลิตเทคโนโลยีด้านความมั่นคงของตนเอง พร้อมสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ Made in Thailand เพื่อให้เม็ดเงินด้านความมั่นคงหมุนเวียนกลับสู่เศรษฐกิจไทย สร้างงาน พัฒนาบุคลากร และเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรายงานผลการจัดงาน THAIDEF-EX 2026 ระหว่างวันที่ 8–10 กรกฎาคม 2569 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก มีผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมจัดแสดง 112 บูธ ผู้เข้าชมงานกว่า 4,000 คน และเกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 53 คู่ค้า คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท สะท้อนว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยกำลังก้าวสู่การเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งด้านเทคโนโลยี การลงทุน และการส่งออก
นายกรัฐมนตรีจึงมอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งต่อยอดผลสำเร็จจากการจัดงานไปสู่การใช้งานจริง โดยเฉพาะการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ยุทโธปกรณ์ และนวัตกรรมที่ผลิตโดยคนไทย พร้อมผลักดันให้กองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตและก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศระดับสากล
ในส่วนของการดำเนินการ กระทรวงกลาโหมได้ขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ ได้สั่งการให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ Made in Thailand ควบคู่กับการดำเนินนโยบายชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ Offset Policy และการกำหนดสัดส่วนต้นทุนที่เกิดขึ้นภายในประเทศ Local Content เพื่อเพิ่มการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับอุตสาหกรรมไทย และสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมและนวัตกรรมที่มีศักยภาพรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
นางสาวรัชดา ยังกล่าวว่า ความตั้งใจของรัฐบาลดังกล่าวยังต่อยอดสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยในการเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 13–14 กรกฎาคม ทั้งสองประเทศได้หารือการขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ทั้งการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการพัฒนาขีดความสามารถร่วมกัน
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเตรียมต่อยอดความร่วมมือจากโครงการผลิตรถยานเกราะล้อยาง First Win รวมถึงแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านการซ่อมบำรุงอากาศยานกับบริษัท AIROD ของมาเลเซีย เพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการไทย เชื่อมโยงเทคโนโลยี และขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทง
สำหรับความร่วมมือในระยะต่อไป ไทยและมาเลเซียยังเห็นพ้องที่จะผลักดันการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ ในช่วงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป General Border Committee: GBC ไทย–มาเลเซีย ครั้งปลายปีนี้ เพื่อวางรากฐานความร่วมมือด้านการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี และการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศร่วมกันในระยะยาว
ยังไม่เพียงแค่นั้น นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า ได้มีการลงนาม MOU อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับกระทรวงกลาโหมและกระทรวงอุตสาหกรรม มีเป้าหมายให้การวิจัยและการพัฒนาผลงานเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ทั้งในเชิงทหารและการใช้งานสองทาง (Dual-use) นำไปสู่การผลิตและใช้จริงเพื่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งในเชิงสาธารณประโยชน์และเชิงพาณิชย์ ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเอกชน ลดการนำเข้า และส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
“รัฐบาลไม่ได้มองอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพียงมิติความมั่นคง แต่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่สามารถสร้างนวัตกรรม สร้างบุคลากรคุณภาพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการไทย การสนับสนุนให้กองทัพใช้ผลิตภัณฑ์ Made in Thailand ควบคู่กับการขยายความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน จะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในประเทศ เพิ่มการพึ่งพาตนเอง และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมส่งออกที่มีมูลค่าสูงในอนาคตซึ่งเป็นทั้งการเสริมสร้างความมั่นคงและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกัน” นางสาวรัชดา กล่าว
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news