มท.4 ยัน สัปดาห์หน้าชัดทุกประเด็น! กสถ.ประชุมคดีโกงสอบท้องถิ่น ไม่มวยล้มต้มคนดู พร้อมโต้ปมพาดพิงพ่อเอี่ยวฮั้ว สว. ถ้ามีหลักฐานจริงให้ส่งเจ้าหน้าที่
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ยืนยันว่า ขณะนี้ข้อมูลทุกอย่างเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งจะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้จะไม่เป็น “มวยล้มต้มคนดู” อย่างแน่นอน และทุกอย่างจะมีความชัดเจนตามขั้นตอนของกฎหมาย
นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยรอเพียงการประชุม กสถ. เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ส่วนวันประชุมที่แน่ชัดยังอยู่ระหว่างการนัดหมาย แต่ยืนยันว่าจะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์หน้า

สำหรับข้อสงสัยของสังคมเกี่ยวกับจำนวนผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบ ซึ่งตัวเลขของ สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุไว้ 5,960 ราย ขณะที่ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ใช้ตัวเลข 5,925 รายนั้น นายวรศิษฎ์ ระบุว่า เท่าที่ตนได้รับรายงาน ตัวเลขที่ใช้ในกระบวนการของ กสถ. คือ 5,925 ราย ส่วนตัวเลขที่ ป.ป.ช. มีมากกว่านั้น อาจเป็นข้อมูลหรือรายละเอียดบางส่วนที่ กสถ. ยังไม่ได้รับ แต่เชื่อว่าทุกอย่างสามารถตรวจสอบและพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ทั้งหมด ทั้งนี้ ภายหลังการประชุม กสถ. สัปดาห์หน้า ข้อมูลทุกอย่างจะถือว่าสิ้นสุดและเป็นข้อยุติใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ ระบุว่า ขณะนี้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว ทุกอย่างได้ยื่นเข้าสู่กระบวนการทั้งหมดเรียบร้อย
ส่วนกรณีที่สังคมจับตาว่า การประชุมครั้งหน้าจะมีมติเพิกถอนผู้สอบทุจริตทั้งหมดหรือไม่นั้น นายวรศิษฎ์ อธิบายว่า กระบวนการตามกฎหมายยังต้องดำเนินเป็นลำดับขั้น เริ่มจากการเสนอเข้าสู่ กสถ. จากนั้น ส่งให้ คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) รับทราบ ก่อนส่งต่อไปยังคณะกรรมการระดับจังหวัด และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป พร้อมย้ำว่า แม้หลายฝ่ายจะตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงยังไม่มีการเพิกถอนข้าราชการที่เกี่ยวข้อง
แต่การดำเนินการของภาครัฐไม่สามารถข้ามขั้นตอนตามกฎหมายได้ ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามกระบวนการที่กำหนดไว้ เพื่อให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีแสดงความกังวลว่า คดีทุจริตสอบส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทย และต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และพร้อมผลักดันให้เกิดความชัดเจนมากที่สุด แต่ทุกหน่วยงานมีอำนาจหน้าที่แตกต่างกัน จึงต้องให้แต่ละหน่วยทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ พร้อมย้ำอีกว่า แม้ประชาชนอาจมองว่าเรื่องนี้ยังไม่มีความคืบหน้า แต่ในความเป็นจริง ทั้ง ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างเดินหน้าสืบสวนและขยายผลอย่างต่อเนื่องในทุกวัน

ส่วนความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จำนวน 5 ราย นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยกระทรวงมหาดไทยไม่ได้เข้าไปแทรกแซงหรือก้าวก่ายการทำงานของคณะกรรมการ และได้รับรายงานว่ามีการออกหมายเรียกในกระบวนการแล้ว สำหรับกระแสเรียกร้องให้ขึ้นบัญชีดำมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดสอบนั้น นายวรศิษฎ์ ระบุว่า เรื่องดังกล่าวต้องให้อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพิจารณาว่า การดำเนินงานเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาหรือไม่ หากพบว่ามีการผิดสัญญา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ่ายเงินหรือการเรียกคืนค่าเสียหาย ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายและเงื่อนไขของสัญญาต่อไป
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า การประชุม กสถ. ในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนทั้งเรื่องการรับรองผลสอบและการเพิกถอนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์ ตอบสั้น ๆ ว่า “ใช่”
ส่วนกรณีที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเรื่องนี้อาจจบลงแบบ “มวยล้มต้มคนดู” นายวรศิษฎ์ ยืนยันหนักแน่นว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอย่างแน่นอน พร้อมระบุว่า ขณะนี้ทุกอย่างนิ่งและได้ข้อสรุปแล้ว เพียงแต่ยังไม่สามารถประกาศอย่างเป็นทางการได้ เพราะต้องรอให้กระบวนการตามกฎหมายแล้วเสร็จก่อน
นอกจากนี้ นายวรศิษฎ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พยานในคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พาดพิงถึง นายสมเกียรติ เลียงประสิทธิ์ หรือ “โกเกียรติ” ซึ่งเป็นบิดาของตน โดยอ้างว่ามีการกล่าวระหว่างกระบวนการจัดทำโพยเลือก สว. ว่า หากดำเนินการตามสูตรที่กำหนดสำเร็จ “ลูกจะได้ตำแหน่งในรัฐบาล” นายวรศิษฎ์ ตอบโต้ทันทีว่า “ง่ายขนาดนั้นเลยหรือ” พร้อมระบุว่า ผู้ที่ถูกกล่าวถึงโดยตรงคือบิดาของตน ซึ่งหลังจากนี้จะดำเนินการแจ้งความตามกฎหมาย เพราะเห็นว่าการกล่าวหาในลักษณะดังกล่าวไม่เป็นธรรมทั้งกับตัวเองและครอบครัว

ส่วนที่มองว่าเป็นความพยายามดิสเครดิตทางการเมืองหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ไม่ทราบเหตุผลที่แท้จริงของผู้กล่าวหา แต่ยอมรับว่าอาจเป็นความพยายามสร้างประเด็นบางอย่างขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ หรืออาจมีเหตุผลอื่น ซึ่งตนไม่ขอคาดเดา และกรณีที่ฝ่ายค้านระบุว่า หลักฐานที่เปิดเผยต่อสาธารณะมีเพียง 5% และยังมีหลักฐานอีก 95% ที่ยังไม่ได้เปิดเผยนั้น นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปถามผู้ที่กล่าวอ้างเอง เพราะคดีดังกล่าวดำเนินมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้ว และเจ้าหน้าที่ก็ทำงานมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่า หากใครมีหลักฐานจริง ก็ไม่จำเป็นต้องนำมาให้รัฐมนตรีหรือสื่อมวลชน แต่ควรส่งมอบให้พนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
เมื่อถูกถามว่ามองว่าคดีฮั้ว สว. ถูกนำมาใช้เป็นวาทกรรมทางการเมืองหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เรื่องลักษณะนี้มีผู้หยิบยกขึ้นมาอย่างต่อเนื่องในทางการเมืองอยู่แล้ว ส่วนกรณีได้พูดคุยกับบิดาหลังถูกพาดพิงหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันตามปกติ แต่ไม่ได้มีประเด็นพิเศษแต่อย่างใด และเมื่อถูกถามว่าหากฝ่ายค้านมีหลักฐานจริงและพร้อมเปิดเผย จะยอมรับผลหรือไม่ นายวรศิษฎ์ ตอบกลับว่า ตนไม่ขอพูดถึงเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น พร้อมย้ำว่า “เรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา” และหากมีหลักฐานจริง ก็ควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่นำมาเปิดเผยเพียงในเวทีการเมืองหรือผ่านสื่อมวลชน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news