โศกนาฏกรรมไฟไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 31 ราย บาดเจ็บอีกหลายสิบคน และหลายฝ่ายกำลังเร่งมือในการหาสาเหตุที่แท้จริงของความสูญเสียครั้งนี้ ว่าสาเหตุที่แท้จริงเป็นเหตุซ้ำซากที่เกิดขึ้นซ้ำรอยซานติกาผับ ปี 52 หรือเมาเท่นบี ปี 65 หรือไม่
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุ ข้อมูลที่ได้รับจากพิสูจน์หลักฐาน คาดว่าจุดต้นเพลิงเกิดขึ้นบริเวณเหนือเวที ซึ่งมีการตกแต่งเพื่อความสวยงาม และมีวัสดุช่วยเรื่องเสียง มีการตั้งข้อสังเกตในเบื้องต้นว่าการปรับปรุงต่อเติม ไปจนถึงการตกแต่ง เป็นสาเหตุที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว รวมถึงคุณภาพสายไฟ ที่อจเป็นต้นเหตุ เพราะอาคารนี้สร้างมา 53 ปีแล้ว ตลอดจน ตำรวจกำลังตรวจสอบว่า การปรับปรุงต่อเติมอาคารเป็นไปตามกฎหมายควบคุมอาคารหรือไม่ รวมถึงขออนุญาตต่อเติมอาคารถูกต้องหรือไม่ หน่วยงานใดเป็นผู้อนุญาต
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ประเทศไทยมีกฎหมายด้านความปลอดภัยของอาคารหลายฉบับ แต่ยังมีปัญหาการบังคับใช้ ที่กระจัดกระจาย อยู่ภายใต้หลายหน่วยงาน และเปิดช่องให้เกิดการใช้ดุลพินิจ การละเลยหน้าที่ หรือการทุจริต จึงไม่ควรปล่อยให้เหตุลักษณะนี้จบลงเพียงการ “ถอดบทเรียน”โดยไม่มีการปรับปรุงระบบ และกฎหมายอย่างจริงจัง
ขณะ “ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์” ส.ส. กทม.พรรคประชาชน เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่ง ทบทวนโซนนิ่งสถานบริการ เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุดของประชาชน โดยเน้นการตรวจสอบร้านเหล้า ผับ บาร์ ให้ได้มาตรฐานโดยเฉพาะเรื่องทางหนีไฟ และระบบดับเพลิง
นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งควบตำแหน่ง มท.1 เด้งรับในเรื่องของโซนนิ่ง และการปรับปรุงกฏหมายเกี่ยวกับสถานบันเทิงทันที โดบระบุ “โซนนิ่ง”จะเป็นเรื่องของกทม.กับตำรวจ ต้องกำหนดว่าจะปรับปรุงอย่างไรให้เหมาะสม ส่วนเรื่องกฏหมายก็อาจต้องแก้ไข เพราะมีหลายจุดที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง หรือยุคสมัยที่เปลี่ยนไป แต่ยืนยันที่ผ่านมารัฐบาลเข้มงวดมาโดยตลอด แต่ยอมรับเกิดเหตุซ้ำซากเพราะคนตั้งใจทำผิดกฎหมาย
ด้าน ผู้ว่าฯชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สั่ง ผอ.เขต ทั้ง 50 เขต ลงพื้นที่เดินตรวจพฤติกรรมร้านเหล้าทุกคืน ตรวจสอบให้มากขึ้น เข้มงวดขึ้นอีก เรื่องทางหนีไฟ ไฟฉุกเฉิน ประตูทางหนีไฟ รวมถึงเรื่องวัสดุลามไฟที่ติดตามเพดาน หากพบมีความเสี่ยง สั่งหยุด ให้ปรับปรุง หรือให้สั่งปิดทันที
ทั้งจากเสียงฝ่ายเรียกร้อง ผู้มีอำนาจหน้าที่ และผู้ปฏิบัติงานในแต่ละภาคส่วนพูดตรงกัน เรื่อง “มาตรฐานความปลอดภัย” และพูดว่า ถึงเวลาปรับปรุงกฎกระทรวงให้ครอบคลุมร้านอาหารกึ่งผับทุกขนาด เพิ่มการตรวจประจำปี และเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนให้หนักพอที่จะไม่กล้าฝ่าฝืน แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะถึงแม้จะมีกฎหมายดีแค่ไหน หากการนำไปใช้เป็นแค่พิธีกรรม ไม่จริงจัง โศกนาฏกรรมก็พร้อมซ้ำรอยได้ทุกเมื่อ
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ประเทศไทยต้องจริงจังกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมแบบนี้ ไม่ใช่ทำแบบขอไปที ไฟไหม้ฟาง เมื่อตอนเกิดเหตุ แล้วหลังจากนั้น 2-3 เดือนก็ปล่อยจอย ปล่อยให้ทุกอย่างค่อยๆเงียบไปกับสายลมแสงแดด ผู้ที่กระทำผิดต้องได้รับโทษ เจ้าของกิจการ เจ้าหน้าที่ที่ปล่อยปละละเลย หรือรับส่วยออกใบอนุญาติ ต้องถูกจำคุกเพื่อเป็นบทเรียนให้กับทุกคน ป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำอีกในอนาคต ไม่ใช่แค่ใน กทม.แต่ต้องทำอย่างเสมอภาคทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะผู้กำกับในพื้นที่ ต้องดูแลอย่างเข้มงวด เพราะนี่ไม่ใช่ความประมาท แต่คือความเห็นแก่ตัว และไร้ความรับผิดชอบของบางคน บางกลุ่มที่เห็นแก่ได้ มากกว่าความปลอดภัยของสังคม
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews