เดือดงบฯ 70 “คริส” จี้ตัด 31 ล้าน อุ้มดอกเบี้ยกัมพูชา

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเปราะบางจากข้อพิพาทบริเวณชายแดน การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 กลับมีอีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจ นั่นคือ การตั้งงบประมาณเพื่อชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลกัมพูชา

 

 

แม้ตัวเลขงบประมาณที่ถูกหยิบยกขึ้นมาจะอยู่ที่เพียง 31 ล้านบาท แต่กลับจุดกระแสคำถามในสังคมว่า ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณ เศรษฐกิจชะลอตัว และปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดน การใช้งบประมาณลักษณะนี้ยังมีความเหมาะสมหรือไม่

ผู้ที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาตั้งคำถาม คือ นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2570 โดยเสนอให้ตัดงบของสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือ สพพ. จำนวน 31 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบสำหรับชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่รัฐบาลกัมพูชากู้ผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM Bank

นายคริส ยืนยันว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงวงเงิน 31 ล้านบาท แต่คือภาระผูกพันระยะยาวที่ประเทศไทยยังต้องแบกรับจากโครงการเงินกู้ในอดีต เพราะข้อมูลที่ได้รับจาก สพพ. ระบุว่า ยังมีภาระการชดเชยดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกหลายปี รวมมูลค่าหลายร้อยล้านบาท

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม คือ ยอดหนี้คงค้างของรัฐบาลกัมพูชาต่อประเทศไทย ซึ่งจากคำชี้แจงในชั้นกรรมาธิการ ระบุว่าปัจจุบันยังเหลือประมาณ 1,745 ล้านบาท และยังเป็นหนี้ระยะยาวที่ต้องติดตามต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2569 ถึง 2571 ประเทศไทยยังมีภารกิจด้านความร่วมมือและการสนับสนุนประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านงบประมาณและโครงการเงินกู้รวมมูลค่าหลายร้อยล้านบาท ไปจนเกือบ 2,000 ล้านบาท ทำให้เกิดคำถามว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ประชาชนยังได้รับผลกระทบ โรงพยาบาลหลายแห่งยังขาดแคลนงบประมาณ และผู้ประกอบการจำนวนมากยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก การจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณควรเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงว่า งบประมาณดังกล่าวไม่ใช่การโอนเงินให้รัฐบาลกัมพูชาโดยตรง แต่เป็นภาระผูกพันตามสัญญาที่ประเทศไทยเคยทำไว้ เพื่อชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยให้กับ EXIM Bank ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของไทย

หากรัฐบาลไม่จัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอาจไม่ใช่รัฐบาลกัมพูชา แต่เป็นสถาบันการเงินของไทยเอง เนื่องจากรัฐมีพันธะต้องชดเชยตามข้อตกลงเดิม อีกทั้งยังยืนยันว่า กัมพูชายังคงชำระหนี้ตามกำหนด ไม่มีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ในปัจจุบัน

ประเด็นนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงเรื่องตัวเลขงบประมาณ แต่ยังเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในฐานะคู่สัญญาทางการเงิน หากมีการยกเลิกหรือไม่ปฏิบัติตามพันธกรณี อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินและโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต

ท้ายที่สุด ที่ประชุมกรรมาธิการยังไม่ได้ข้อยุติ โดยประธานกรรมาธิการมีมติให้ “แขวน” ประเด็นนี้ไว้ก่อน และส่งต่อให้คณะอนุกรรมาธิการพิจารณารายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งเงื่อนไขของสัญญา ภาระทางการเงิน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับสถาบันการเงินไทย ก่อนจะตัดสินใจในขั้นต่อไป

กรณีนี้จึงสะท้อนโจทย์สำคัญของการบริหารงบประมาณแผ่นดิน เมื่อการรักษาพันธกรณีระหว่างประเทศ ต้องถูกชั่งน้ำหนักกับความคาดหวังของประชาชนที่ต้องการเห็นเงินภาษีถูกใช้เพื่อแก้ปัญหาภายในประเทศเป็นลำดับแรกในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชายังเต็มไปด้วยความอ่อนไหว และทุกบาททุกสตางค์ของงบประมาณกำลังถูกจับตามองมากกว่าที่เคย…

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่