แอร์สาว & ต่างชาติ ขนยาทำไทยพัง “อนุทิน”สั่งเร่งเรียกคืนเชื่อมั่น

Hot Clips Video

 

นอกจากคดีแอร์โฮสเตสสายการบินไทยถูกทางการออสเตรเลียจับกุม หลังตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ในสัมภาระ กลายเป็นประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อวงการการบินไทย และยังยิ่งตอกย้ำความกังวลอีก หลังเกิดกรณีชาวต่างชาติลักลอบขนยาเสียสาวเดินทางออกจากประเทศไทยไปยังออสเตรเลียได้ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

 

แม้ทั้งสองคดีจะยังอยู่ระหว่างการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม และยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีเครือข่ายเชื่อมโยงกันหรือไม่ แต่การที่ประเทศไทยกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติถึง 2 คดีติดกัน กำลังสร้างคำถามต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยของสนามบินไทย และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนานาชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ซึ่งทันทีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับทราบเรื่องระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ประเทศฝรั่งเศส ได้เรียกทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายปราบปรามยาเสพติด หน่วยงานด้านความมั่นคง และบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เข้าประชุมเร่งด่วนในช่วงบ่าย วันที่ 3 กรกฎาคม เพื่อประเมินช่องโหว่ของระบบ และกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก

 

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายกรัฐมนตรี แสดงความไม่พอใจอย่างมาก เนื่องจากไม่ใช่เพียงคดีอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นเรื่องที่กระทบต่อชื่อเสียงของประเทศ ในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค และตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ ความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแลและมาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล

 

ด้านรัฐบาลยืนยันว่า ลูกเรือของสายการบินทุกคน แม้จะมีช่องทางเฉพาะสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ ก็ยังต้องผ่านการตรวจค้นด้านความปลอดภัยเช่นเดียวกับผู้โดยสาร ทั้งการตรวจบุคคลและสัมภาระตามมาตรฐานสากล แต่ระบบดังกล่าวมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันอาวุธ วัตถุระเบิด และสิ่งที่เป็นอันตรายต่ออากาศยาน ส่วนการตรวจจับยาเสพติด จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ทั้งกรมศุลกากร สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และหน่วยงานด้านการข่าว

 

กรณีที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนว่า การรักษาความปลอดภัยด้านการบินในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการป้องกันภัยคุกคามต่อเครื่องบินเท่านั้น แต่ต้องรับมือกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ใช้ระบบขนส่งทางอากาศเป็นช่องทางลักลอบขนยาเสพติด ซึ่งต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง และการประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น

 

ด้วยเหตุนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงได้มอบหมายให้นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ติดตามเรื่องอย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เชิญ AOT สายการบิน กรมศุลกากร และหน่วยงานปราบปรามยาเสพติด ร่วมกำหนดมาตรการใหม่ ทั้งการเพิ่มความเข้มงวดในการรับฝากหรือรับหิ้วสิ่งของของลูกเรือ การยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การเสริมการข่าว และการประเมินบุคคลที่มีความเสี่ยง เพื่อปิดช่องโหว่ของระบบ

 

เป้าหมายสำคัญ คือ การสร้างสมดุลระหว่างการอำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสาร กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยไม่ให้กระทบต่อการเดินทางของประชาชนหรือการให้บริการของสายการบิน

 

เหตุการณ์ครั้งนี้ จึงเป็นบททดสอบของระบบรักษาความปลอดภัยการบินไทยทั้งระบบ ว่าจะสามารถปิดช่องโหว่ ป้องกันการลักลอบขนยาเสพติด และเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาคมโลกได้มากน้อยเพียงใด เพราะในยุคที่การแข่งขันด้านการบินและการท่องเที่ยวเข้มข้นขึ้น “ความปลอดภัย” และ “ความน่าเชื่อถือ” คือ มาตรฐานสำคัญที่ประเทศไทยไม่อาจปล่อยให้เกิดข้อครหาได้อีก

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่