สภาฯ รับหลักการงบฯ70 วาระแรก 288 ต่อ 119

การเมือง ข่าว

 

สภาฯ รับหลักการงบฯ ปี 70 วาระแรก 288 ต่อ 119 เสียง ตั้ง กมธ. 72 คน มีชื่อ “อ.วีระ” ในโควตา ครม. “ชัยวัฒน์” ปชน. และ “มาดามเดียร์” โควตา ปชป. ด้าน “เท้ง” ซัดไม่ตอบโจทย์วิกฤตการคลัง ขณะ”เอกนิติ” ชี้ กู้อีกไม่ได้แล้ว เสี่ยงประเทศพัง

 

 

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเสียงข้างมาก 288 เสียง ต่อ 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง รับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก ภายหลังการอภิปรายต่อเนื่องตลอด 3 วัน 3 คืน พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 72 คน เพื่อพิจารณาปรับลดและตัดทอนงบประมาณของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เห็นว่าไม่มีความจำเป็น ก่อนนำกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในวาระต่อไป

ก่อนการลงมติ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายสรุปภาพรวมว่า ร่างงบประมาณปี 2570 ฉบับนี้ไม่สามารถตอบโจทย์วิกฤตการคลังของประเทศ ไม่ได้ลงทุนเพื่ออนาคต และยังให้ความสำคัญกับประชาชนรายได้น้อยไม่เพียงพอ โดยงบประมาณจำนวนมากถูกจัดสรรผิดทิศทาง โดยไหลไปสู่โครงการที่ผู้รับเหมาบางกลุ่มมีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจในรัฐบาล รวมถึงมีการจัดสรรงบให้องค์กรอิสระบางแห่ง ขณะที่รัฐบาลเลือกหลีกเลี่ยงการใช้งบประมาณปกติ แล้วหันไปใช้พระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐสภาไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ ซึ่งงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนฉบับนี้ ไม่ได้ช่วยประเทศไทย แต่กำลังช่วยคนบางกลุ่มที่เป็นเสาค้ำยันอำนาจของรัฐบาลสีน้ำเงิน

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า รัฐบาลยอมรับว่าประเทศกำลังเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และความผันผวนจากสถานการณ์โลก จึงตั้งเป้าผลักดันให้ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 20 อันดับแรกของเศรษฐกิจโลก และยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงกว่า 3% ทั้งนี้ ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญการขาดดุลการค้าพลังงานเกือบ 500,000 ล้านบาท จากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ประกอบกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้รัฐบาลต้องออกพระราชกำหนดกู้เงิน เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงผลักดันโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

นำเทคโนโลยี AI มาช่วยบริหารต้นทุนธุรกิจ การจัดทำบัญชี และเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังย้ำว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้าปฏิรูปฐานะการคลังของประเทศ ด้วยการแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณเรื้อรัง โดยตั้งเป้าลดการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปี 2572 ตามมาตรฐานสากล และในปีงบประมาณนี้สามารถลดการขาดดุลจาก 4.4% เหลือ 3.9% ของ GDP จนส่งผลให้อันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยปรับตัวดีขึ้น พร้อมยอมรับว่า สถานะการคลังของประเทศอยู่ในภาวะตึงตัว และประเทศไทยไม่สามารถกู้เงินเพิ่มได้มากกว่านี้ เพราะอาจนำไปสู่วิกฤตการคลังซ้ำซ้อน จนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของประเทศ หากกู้มากกว่านี้ ประเทศอาจเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต และท้ายที่สุดประเทศอาจพังได้ โดยขอยืนยันว่า แม้งบประมาณปี 2570 จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลัง แต่รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) การส่งเสริมพลังงานสะอาด การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด จะถูกส่งต่อให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาอย่างรอบคอบในชั้นกรรมาธิการ

สำหรับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 มีจำนวน 72 คน โดยมีสัดส่วนคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 18 คนได้แก่

1.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส
2.นายภราดร ปริศนานันทกุล
3.นายชาดา ไทยเศรษฐ์
4.นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล
5.นายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน
6.นายชลัฐ รัชกิจประการ
7.น.ส.นันทนา สงฆ์ประชา
8.นายอนุรักษ์ จุรีมาศ
9.นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์
10.นายบุญลือ ประเสริฐโสภา
11.นายวีระ ธีระภัทรานนท์
12.นายบุญชู ประสพกิจถาวร
13.ว่าที่ร้อยตรีศรัณย์ สมานพันธ์
14.นายอนันต์ แก้วกำเนิด
15.นางมนพร เจริญศรี
16.นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์
17.น.ส.จิราพร สินธุไพร
18.นายพนม โพธิ์แก้ว

สัดส่วนพรรคภูมิใจไทยจำนวน 21 คน ได้แก่
1.นายชยุต ภุมมะกาญจนะ
2.นายซาการียา สะอิ
3.นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ
4.นายธนา กิจไพบูลย์ชัย
5.นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์
6.นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์
7.นายพิชญุตม์ พอจิต
8.นายพิชานนท์ อิงประสาร
9.น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล
10.นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ
11.นายรังสรรค์ วันไชยธนวงศ์
12.นายเรืองวิทย์ คูณวัฒนาพงษ์
13.น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ
14.น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล
15.พันเอก สุขชาต สะสมทรัพย์
16.นายสุทธิชัย จรูญเนตร
17.นายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์
18.นายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา
19.นายอดิศักดิ์ แก้วมุงคุณทรัพย์
20.นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์
21.นายพิกิฏ ศรีชนะ

สัดส่วนพรรคประชาชน 13 คน ได้แก่
1.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล
2.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
3.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
4.น.ส.เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู
5.นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม
6.นายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา
7.นาวาโทกิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ
8.น.ส.ณัฐยา บุญภักดี
9.นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์
10.น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล
11.น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ
12.นายณรงเดช อุฬารกุล
13.นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

สัดส่วนพรรคเพื่อไทย จำนวน 8 คน ได้แก่
1.นายรวี เล็กอุทัย
2.นายศุภชัย นพขำ
3.นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล
4.นายพัฒนา สัพโส
5.นายสมเจตน์ แสงเจริญรัตน์
6.นายพลากร พิมพะนิตย์
7.นายสุรพจน์ เตาะเจริญสุข
8.น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน

สัดส่วนพรรคกล้าธรรม จำนวน 6 คน ได้แก่
1.นายประสิทธิ์ โนทะ
2.นายชยานันท์ เกตุเมฆ
3.นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ
4.นายปรเมษฐ์ จินา
5.นาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ
6.นายองอาจ วงษ์ประยูร

สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 2 คน ได้แก่ นายอัมพร พินะสา และ น.ส.วทันยา บุนนาค พรรคไทรวมพลัง จำนวน 1 คน คือ นายวสวรรธน์ พวงพรศรี พรรคประชาชาติ จำนวน 1 คนคือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา พรรคพลังประชารัฐ จำนวน 1 คนคือ นายยุทธนา ศรีตะบุตร และพรรคเศรษฐกิจ จำนวน 1 คนคือ นายคริส โปตระนันทน์

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่