การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และ สก.ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ผลของคะแนน ทั้งในส่วนของผู้ว่าฯ ที่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ทุบสถิติอีกครั้งกวาดไป 1.5 ล้านเสียง ทั้งที่ ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์น้อยกว่าเดิมทิ้งห่างคู่แข่ง “มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข” ที่หักปากกาเซียน เข้ามาเป็นอันดับ 2 กว่า 1.2 ล้านคะแนน รวมถึง คะแนน สก. ที่พรรคประชาชน ได้ไปมากสุด 22 ที่นั่ง แต่ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภา ทั้งที่ครั้งเลือกตั้งสส.กวาดหมดยกกรุง และผลคะแนนดังกล่าว นำมาซึ่งความยินดี ความผิดหวัง และเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ไปยังสีส้ม สีฟ้า สีแดง และน้ำเงิน
เสียงวิจารณ์แรกพูดถึงชัยชนะของ”ชัชชาติ” ว่าเป็นชัยชนะที่สวยสดงดงาม และสง่าวามเป็นอย่างมาก ได้คะแนนมากกว่าเดิม สะท้อนถึงคะแนนนิยมที่เพิ่มขึ้น ความเชื่อมั่นจากจากผลงานในห้วง 4 ปีก่อน แม้จะถูกสาดโคลนบ้าง
แต่คนกรุงก็ยังไว้เนื้อเชื่อใจ เทคะแนนให้เป็นกอบเป็นกำ
เสียงต่อมา คือการสะท้อนจากสนามท้องถิ่น ถึงการเมืองใหญ่ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ”ค่ายส้ม” พรรคประชาชน เพราะการเลือกตั้งใหญ่ เมื่อ 8 ก.พ.69 กวาด สส.เมืองกรุงครบทุกเขต แต่ “ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” กลับสู้ “ชัชชาติ”ไม่ได้เลย ไม่ได้อันดับ 2 แม้แต่เขตเดียว คะแนนของสีส้มหายไปไหน ทำไมถึงแพ้ได้แม้กระมั่ง “มัลลิกา” ส่วนคะแนน สก.ที่ได้มา 22 ที่นั่ง ก็บอกชัดว่า คนกรุงคายส้มไปแล้วจำนวนหนึ่ง ซึ่งน่าจะมากพอสมควร เป็นสัญญาณที่ค่อนข้างอันตราย ต่อการเมืองสนามใหญ่ในอนาคต เพราะนอกจากจะแพ้ ในเมืองกรุงแล้ว “เมืองพัทยา” ส้มก็แพ้ด้วย แถมคะแนนก็หายไปจากเมื่อเดือน ก.พ.เช่นกัน
อีกเสียงสะท้อนไปถึงพรรคการเมืองเก่าแก่ ค่ายสีฟ้า ประชาธิปัตย์ แม้สนามใหญ่ จะมีคะแนนพรรคดีขึ้นในระดับหนึ่งจากกระแส”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แต่มาสนามกทม. ในส่วนของผู้ว่าฯถือว่าแพ้หมดรูป “อภิสิทธิ์” ช่วยเต็มที่แล้ว แต่”อนุชา บุรพชัยศรี” ขายไม่ได้จริงๆ ส่วน สก.แม้ตัวเลขต่างจาก 4 ปีก่อนไม่มาก แต่ก็บ่งบอกว่า พรรคสีฟ้า ยังไม่ฟื้น จำเป็นต้องปรับตัว และปรับปรุงตัวเองใหม่ สร้างคน สร้างฐานเสียงใหม่ หากหวังกลับมาแจ้งเกิดกับสนามระดับชาติในกทม.อีกครั้ง
เช่นเดียวกับ”พรรคแดง”เพื่อไทย แม้ออกตัวตั้งแต่ต้นว่าไม่สู้ แต่ลูกหาบและเครือข่ายที่ยังลงสนาม สก.ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ได้มาแค่ 4 ที่นั่ง บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า “พรรคเพื่อไทย” ในกทม. นับจากเหลือ 1 คน ในสนามใหญ่ ปี 66 และสูญพันธ์ในปี 69 ก็ยังคงอยู่ในสถานะถดถอย จำเป็นต้องรีแบรนด์กันใหม่ ไม่ต่างอะไรจากประชาธิปัตย์ คู่ปรับเก่าแต่อย่างใด หากหวังกลับมาในสนามใหญ่ครั้งต่อไป
สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน “ค่ายน้ำเงิน” ภูมิใจไทย คุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ยังมองไม่ออกว่า “น้ำเงิน”อยู่ตรงส่วนไหน ของสนามการเมืองท้องถิ่นเมืองหลวง ที่พอจะปูทางไปสู่การปักธงสนามใหญ่ในอนาคต เพื่อสลัดภาพ”พรรคภูธร”แห่งเขากระโดง เมื่อเดือนกุมภาฯ ที่ผ่านมา คะแนนปาร์ตีลิสต์ในเมืองกรุง “น้ำเงิน” ก็ทำได้ดีมากในระดับหนึ่ง แม้ยังไม่มีแต้ม สส.เขต แต่หากนำมาเปรียบเทียบกับผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ และ สก. ที่ผ่านมา ก็เกิดคำถาม และอดสงสัยไม่ได้ว่า คะแนนของภูมิใจไทย ไปอยู่ตรงไหน ของสมการนี้ อยู่ในส่วนของคนที่ไม่ได้ออกมาใช้สิทธิ์ หรือกลุ่มที่สนับสนุน”ชัชชาติ”และกลุ่มคนทำงานหรือไม่ และถ้าใช่ฐานเสียงตรงนี้ จะยังเหนียวแน่น พอที่จะสร้างปรากฏการณ์เปลี่ยนสีเมืองหลวงในอนาคตหรือไม่
เชื่อว่า ผลการเมืองตั้งผู้ว่าฯ และ สก.เมืองหลวง จะกลายเป็นอีกบทเรียนสำคัญ ที่ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ “ต้องถอด และหาข้อสรุป” สำหรับเตรียมตัว ในการเลือกตั้งระดับชาติต่อไป เพราะการเมือง เป็นเรื่องที่ไม่มีความแน่นอน แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะยังมีเสียงเหนียวแน่น แต่ในทางทฤษฏีการเมือง ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นทุกพรรค ทุกคนต้องเตรียมความพร้อม
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews