“ศุภจี-สุริยะ”ทำผลงานด่วน มาเลย์ แบนกุ้งไทยเสียหายหนัก?

Video คลิปข่าวทั่วไป
จากผลโผลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “ซูเปอร์จี” ศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีพาณิชย์ เดอะแบกของ”รัฐบาลนายกฯหนู” มาอย่างต่อเนื่อง หลุดท็อป 5 นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทเด่นในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา แม้พยายามเข็ญมาตรการ ไทยช่วยไทย ออกมาหลายรูปแบบ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพให้กับประชาชน จัดรถพุ่มพวง ขายของราคาถูกช่วยชาวบ้าน โดยผลสำรวจ อันดับ 1 เป็นของ “อนุทิน ชาญวีรกุล”,อันดับ 2 “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” อันดับ 3 เอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาศ,อันดับ4 ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ และ อันดับ 5 “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” จึงน่าสนใจไม่น้อยว่า มาตรการต่างๆ หรือผลงานของ”ซูเปอร์จี”ไม่โดนใจประชาชน หรืออย่างไร

 

นอกจากหลุดท็อปไฟว์ของผลสำรวจแล้ว “ศุภจี” ยังน่าจะงานเข้าด้วย เพราะเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา ประกาศของมาเลเซีย เรื่อง ระงับนำเข้ากุ้งจากไทย 5 สายพันธุ์เป็นการชั่วคราว ได้แก่ กุ้งกุลาดำ,กุ้งขาว, กุ้งแชบ๊วย,กุ้งลายเสือ และกุ้งฟ้า มีผลแล้ว รวมถึงมาเลเซีย ยังเพิ่มเงื่อนไขตรวจสอบปลากะพงจากไทยด้วย ส่งผลกระทบต่อเกษตกรกร และผู้ประกอบการส่งออกของไทยเป็นอย่างมาก เบื้องต้นประมาณการว่า ความเสียหายมีมูลค่ากว่า 4 พันล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้ สมาคมกุ้งไทย ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้เร่งเจรจากับมาเลเซียโดยด่วน ก่อนที่จะสูญเสียตลาดให้กับคู่แข่ง

 

กรณีมาเลเซียแบนกุ้งไทย จึงกลายเป็นโจทย์ใหม่ ที่ท้าทาย และพิสูจน์ความสามารถของ”ศุภจี”อีกครั้ง ในการหาตลาดทดแทน หรือต้องเจรจาให้มาเลเซีย ยกเลิกประกาศดังกล่าวให้ได้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และผู้ประกอบการ ส่วนอีกคนที่น่าจะโดนหางเลขไปด้วยจากรกรณีนี้ คือ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รัฐมนตรีเกษตรฯ เพราะต้นตอที่แท้จริงของการถูกแบนกุ้ง และคุมเข้มปลากระพงขาว มีสาเหตุมาจากกรมประมง ตรวจสอบพบสารตกค้างใน “ปลากะพง”ที่นำเข้าจากมาเลเซีย ทำให้ “อธิบดีกรมประมง” ได้ออกมาตรการควบคุมการนำเข้าปลากะพงขาวจากประเทศมาเลเซีย

 

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้บริโภค และป้องกันปัญหาเนื้อปลาทะลักเข้าไทย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย

 

ดังนั้น เมื่อมาตรการแบนกุ้งไทย 5 ชนิดของมาเลเซีย คือการตอบโต้ แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน กรณีกรมประมง ยกระดับคุมเข้มนำเข้าปลากระพงขาวจากมาเลเซีย ก็เป็นภาระหน้าที่ของ “สุริยะ” และ กรุมประมง ต้องหาทางออกเพื่อช่วยเกษตรกร แต่ล่าสุด กรมประมง ก็ยังไม่มีความคืบหน้าในการเจรจากับฝ่ายมาเลเซีย เพื่อผ่อนคลายมาตรการดังกล่าว จึงต้องติดตามว่า ปัญหานี้ จะยืดเยื้อยาวนานและส่งผลกระทบต่อเกษตรกรกุ้งไทยแค่ไหน

 

โดยสมาคมกุ้งไทย มองว่าการแก้ปัญหากุ้งไทย รัฐบาลต้องเร่งเจรจากับรัฐบาลมาเลเซีย ในฐานะเป็นเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกัน และกุ้งไทยก็ไม่มีสารตกค้าง รวมทั้งไทยและ มาเลเซีย มีสนธิสัญญา เขตการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ เรื่องการปลอดภาษี อยู่แล้ว นายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรีพาณิชย์ กรมประมง รัฐมนตรีเกษตรและสหกรณ์ จึงต้องร่วมมือคลี่คลายปัญหาอย่างเร่งด่วน

 

ซึ่งในที่ประชุม ครม.นัดล่าสุด นายกฯหนู ได้สั่งการ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯ ให้เร่งดำเนินการเจรจากับทางมาเลเซีย โดยมอบหมายให้ “ศุภจี”เป็นผู้นำในการหาทางออก ไม่ให้กระทบกับความสัมพันธ์ทางการค้าและไม่ทำให้เกษตรกรไทยแบกรับภาระโดยลำพัง รวมถึงเร่งเปิดตลาดสำรองเพื่อระบายสินค้าไปยังตลาดอื่นทดแทน จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของทั้ง”ศุภจี” และ สุริยะ” ในการทำผลงานชิ้นโบว์แดงอีกครั้ง

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่