“สุรเชษฐ์”เปิดมหากาพย์สายสีส้ม ซัดรัฐเสียหาย 6.8 หมื่นล้าน

การเมือง ข่าว

 

“สุรเชษฐ์” เปิดมหากาพย์สายสีส้ม ซัดรัฐเสียหาย 6.8 หมื่นล้าน ปมเปลี่ยนเกณฑ์ประมูล-กีดกันคู่แข่ง ถามแรง “ส่วนต่างอยู่กระเป๋าใคร”

 

 

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงเปิดรายละเอียดกรณีโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสในการประมูล พร้อมระบุว่าอาจสร้างความเสียหายต่อรัฐสูงถึง 68,613 ล้านบาท จากการเปลี่ยนเกณฑ์การประมูลและการดำเนินการที่ทำให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม พร้อมย้ำว่า พรรคประชาชนไม่ได้คัดค้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบรถไฟฟ้า แต่เห็นว่าการลงทุนทุกโครงการต้องอยู่บนหลัก “จำเป็น คุ้มค่า และโปร่งใส” เพราะท้ายที่สุดภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับประชาชนในรูปของภาษีและค่าโดยสารในอนาคต

นายสุรเชษฐ์ ระบุว่า ในตลาดรถไฟฟ้าขนาดใหญ่ของไทยมีผู้เล่นหลักเพียง 2 ราย คือ BTS Group Holdings และ Bangkok Expressway and Metro หรือ BEM ซึ่งหากทั้งสองแข่งขันกันอย่างแท้จริง รัฐจะได้ข้อเสนอที่ดีที่สุด แต่หากเกิดการกีดกันหรือการแข่งขันไม่สมบูรณ์ ประชาชนจะเป็นผู้เสียประโยชน์โดยตรง พร้อมอธิบายว่า การประมูลรอบแรกในปี 2563 เป็นการแข่งขันจริงระหว่าง BTS และ BEM โดย BTS เสนอให้รัฐอุดหนุนเพียง 9,675 ล้านบาท แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การประมูลกลางกระบวนการ จากเดิมที่ใช้หลักพิจารณาผลตอบแทนทางการเงิน มาเป็นระบบให้คะแนน รวมถึงคะแนนเชิงคุณภาพและจิตพิสัย ก่อนจะยกเลิกการประมูลทั้งที่คดียังค้างอยู่ในศาล และเปิดประมูลใหม่ในปี 2565

ผลการประมูลครั้งใหม่ปรากฏว่า BEM เป็นผู้ชนะ โดยเสนอให้รัฐอุดหนุนสูงถึง 78,288 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดส่วนต่างจากข้อเสนอเดิมถึง 68,613 ล้านบาท ทั้งที่ต้นทุนค่าก่อสร้างของทั้งสองฝ่ายแทบไม่ต่างกัน โดย BTS ประเมินค่าก่อสร้างไว้ 79,820 ล้านบาท ขณะที่ BEM อยู่ที่ 81,871 ล้านบาท

นายสุรเชษฐ์ ชี้ว่า จุดต่างสำคัญอยู่ที่ “ผลตอบแทนคืนรัฐ” โดย BTS เสนอคืนผลประโยชน์ให้รัฐ 70,145 ล้านบาท ขณะที่ BEM เสนอคืนเพียง 3,583 ล้านบาท ทำให้ข้อเสนอของ BTS ส่งผลให้รัฐอุดหนุนน้อยกว่าอย่างมาก พร้อมตั้งคำถามว่า “ส่วนต่างที่อุ้มไปนั้นอยู่กระเป๋าใคร ไปแบ่งใครบ้าง”

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงหลายประเด็นที่มองว่าเป็นความผิดปกติ ได้แก่ การเปลี่ยนหลักเกณฑ์ประมูลระหว่างกระบวนการ การยกเลิกการประมูลทั้งที่คดียังค้างอยู่ในศาล การกีดกันไม่ให้ BTS เข้าร่วมประมูลรอบใหม่ การเปิดทางให้บริษัทคู่เทียบเข้าร่วมทั้งที่มีข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติ และการกำหนดราคากลางที่ไม่สมเหตุสมผล

นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า แม้แต่ละคดีจะถูกแยกพิจารณาในแต่ละศาล แต่หากมองภาพรวมทั้งหมดจะเห็นรูปแบบความผิดปกติที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกคือเรื่องค่าโดยสาร โดยระบุว่าในช่วง 10 ปีแรก ค่าโดยสารสายสีส้มจะอยู่ในระดับใกล้เคียงสายอื่น เริ่มต้นประมาณ 15-44 บาท และทยอยปรับตามดัชนีราคาผู้บริโภค แต่หลังปีที่ 11 ค่าโดยสารจะกระโดดขึ้นเป็น 23-83 บาท ซึ่งมองว่าเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ประชาชนจะได้รับผลกระทบหนักในอนาคต เพราะหากรัฐไม่ดำเนินการตามสัญญาอาจถูกฟ้องค่าเสียหาย แต่หากปล่อยให้เป็นไปตามสัญญา ประชาชนก็จะต้องแบกรับค่าโดยสารที่สูงขึ้น

พร้อมกันนี้ นายสุรเชษฐ์ ยังเปิดเผยเอกสารคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อท423/2566 และคดีหมายเลขแดง 24978/2567 โดยระบุว่า ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเกี่ยวกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 รวมถึงมาตรา 172 และมาตรา 11 และคดีถูกส่งต่อไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบแล้ว และยังอ้างถึงหนังสือเวียนของ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2567 ที่ระบุว่า หากศาลอาญาคดีทุจริตฯ ประทับรับฟ้องข้าราชการ และไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ผู้บังคับบัญชาต้องสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงเรียกร้องให้ กระทรวงคมนาคม ดำเนินการกับข้าราชการระดับสูงที่เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวและยังดำรงตำแหน่งในบอร์ด การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ตามแนวทางของ ก.พ.

นายสุรเชษฐ์ ทิ้งท้ายว่า แม้เอกชนจะสามารถยอมความกันได้ในบางกรณี แต่คดีอาญาไม่สามารถยอมความได้ และหากปล่อยให้เรื่องนี้จบลงโดยไม่มีผู้รับผิดชอบ จะทำให้โครงการขนาดใหญ่ของประเทศในอนาคตกลายเป็น “เมกะดีล” มากกว่า “เมกะโปรเจกต์” พร้อมย้ำว่า หากตลาดที่มีผู้เล่นเพียงไม่กี่รายไม่มีการแข่งขันอย่างแท้จริง ประชาชนจะเป็นผู้รับผลกระทบที่สุด ทั้งในฐานะผู้เสียภาษีและผู้ใช้บริการในอนาคต

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่