“พิจารณ์” จี้ นายกฯ แก้ปัญหาคนเทาเข้าไทย ทั้งซัพพลายเชน ชงเข้มอีลิตการ์ด-วีซ่าระยะยาว ปฏิรูป KPI ความมั่นคงใหม่ทั้งระบบ
นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน พร้อมทีม ครม.เงาด้านความมั่นคงใหม่ นำโดย นายพิศาล มาณวพัฒน์ และนางเพียงพนอ บุญกล่ำ แถลงข้อเสนอแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและการเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยชี้ตรงถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อปัญหาดังกล่าว ซึ่งปัญหาความมั่นคงเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและหลายกระทรวง แต่ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทินมีอำนาจกำกับทั้งตำรวจ ระบบการข่าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเอกสารทะเบียน จึงต้อง “แก้ทั้งซัพพลายเชน” ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ
โดยเสนอว่า ต้นน้ำต้องเข้มงวดการคัดกรองชาวต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ถือ Thailand Privilege Card หรือบัตรอีลิตการ์ด และวีซ่าระยะยาว ขณะที่กลางน้ำต้องปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผลประโยชน์ ปฏิรูปตำรวจ ใช้ระบบไบโอเมตริกซ์ และดำเนินคดีกับเครือข่ายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ส่วนปลายน้ำต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับการถือครองที่ดินผ่านนอมินี และควบคุมพฤติกรรมต่างชาติให้อยู่ตามวัตถุประสงค์ของวีซ่า
ด้านนายพิศาล มาณวพัฒน์ เสนอให้รัฐบาลตรวจสอบใบอนุญาตพิเศษ 2 ประเภทที่อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้อาชญากรข้ามชาติเข้าไทย ได้แก่ Thailand Privilege Card และ LTR Visa ของ BOI โดยชี้ว่าปัจจุบันยังไม่มีการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินหรือพฤติกรรมผู้ถือบัตรอย่างเข้มงวด พร้อมเปิดเผยข้อมูลว่า สมาชิก Thailand Privilege Card เพิ่มจาก 20,000 คน ในปี 2565 เป็น 37,000 คน ในปี 2567 ขณะที่กำไรของโครงการเพิ่มจาก 680 ล้านบาท เป็น 1,400 ล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกับที่ไทยเผชิญปัญหานอมินีและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยพบว่าบางส่วนเป็นผู้มีหมายแดงหรือผู้หนีคดี
ส่วน LTR Visa แม้จะมีเป้าหมายดึงดูดบุคลากรทักษะสูง แต่ยังเปิดช่องให้ผู้ลงทุนอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 15 ล้านบาท สามารถยื่นขอวีซ่าประเภทนี้ได้ จึงเสนอให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และสำนักงาน ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้ขออนุญาตอย่างละเอียด รวมถึงจัดทำ “watching list” และทบทวนสิทธิประโยชน์ว่าคุ้มค่ากับความเสี่ยงหรือไม่
ขณะที่นางเพียงพนอ บุญกล่ำ เสนอให้ปฏิรูป KPI ด้านความมั่นคงใหม่ทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าและการโยนความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงาน โดยกำหนด KPI ร่วมภายใต้การกำกับของนายกรัฐมนตรีโดยตรง ประกอบด้วย 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเร่งรัดกระบวนการบังคับโทษให้รวดเร็วและเด็ดขาด การเปิดเผยข้อมูลนิติบุคคลเป็นสาธารณะเพื่อตรวจสอบปัญหานอมินี และการจัดทำระบบติดตามความคืบหน้าคดีอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าคดีอยู่ในขั้นตอนใดและมีผลลัพธ์อย่างไร
ทั้งนี้ นายพิจารณ์ ย้ำว่า การแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติจะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถและความจริงใจของนายกรัฐมนตรี หากรัฐบาลยังไม่เร่งจัดการอย่างจริงจัง ประเทศไทยอาจกลายเป็น “ฮับสีเทา” ที่เปิดทางให้อาชญากรต่างชาติใช้เป็นฐานดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายและสะสมอาวุธได้ง่ายขึ้นทุกวัน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews