“เอกนิติ” ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน ใช้งบ 1.76 แสนล้าน ช่วยค่าครองชีพ กลุ่มเปราะบาง – มนุษย์เงินเดือนผ่านโครงการ 60/40 ครอบคลุมช่วยร้านค้ารายเล็ก ปรับเกณฑ์เริ่มอายุ 18 ปีขึ้นไป ย้ำ พ.ร.ก.กู้เงิน มีผลบังคับใช้แล้ว มอบ “ปกรณ์-ก.คลัง” แจงศาล รธน.
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน” เพื่อช่วยเหลือประชาชนรับมือค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากวิกฤตราคาพลังงานและเงินเฟ้อ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยเผชิญวิกฤตหลายระลอกจากสถานการณ์พลังงานโลก เริ่มจากวิกฤตราคาพลังงานสูง ตามมาด้วยวิกฤตต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มไปก่อนหน้านี้ ทั้งเกษตรกร ผู้ขับรถรับจ้าง และผู้ประกอบการขนส่ง

ขณะนี้กำลังเข้าสู่วิกฤตระลอกที่ 3 คือ “วิกฤตของแพง” ที่ส่งผลให้ค่าครองชีพสูงขึ้น และอาจนำไปสู่กำลังซื้อที่ลดลง กระทบต่อประชาชนรายได้น้อย มนุษย์เงินเดือน และธุรกิจขนาดเล็ก รัฐบาลจึงออกโครงการไทยช่วยไทยพลัส เพื่อช่วยประคับประคองประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน
สำหรับมาตรการหลักของโครงการ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมได้รับเดือนละ 300 บาท เพิ่มอีก 700 บาท รวมเป็นเดือนละ 1,000 บาท ครอบคลุมผู้ถือบัตร 13.2 ล้านคน ใช้วงเงินรวม 56,000 ล้านบาท พร้อมเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ เพื่อให้ผู้ที่ยังตกหล่นสามารถเข้าสู่ระบบสวัสดิการแห่งรัฐได้

มาตรการช่วยเหลือชนชั้นกลางและมนุษย์เงินเดือนในรูปแบบ “60/40” โดยประชาชนจ่าย 40% รัฐบาลสนับสนุน 60% เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ใช้วงเงิน 120,000 ล้านบาท
ช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยและเศรษฐกิจฐานราก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้าขนาดเล็ก โดยทุกการใช้จ่ายของประชาชนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับชุมชนไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยผู้ประกอบการบริหารต้นทุน โดยเชื่อมข้อมูลราคาสินค้ากับกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงผลักดันให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ
นายเอกนิติ ยืนยันว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากอดีต เพราะเป็นวิกฤตค่าครองชีพที่กระทบประชาชนวงกว้าง โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อยและผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลจึงต้องเร่งประคองคนส่วนใหญ่ของประเทศให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้
ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเกี่ยวกับพระราชกำหนดกู้เงิน นายเอกนิติ เปิดเผยว่า ครม.ได้รับหนังสือให้ชี้แจงแล้ว โดยมอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และกระทรวงการคลัง เป็นผู้ชี้แจงต่อศาล พร้อมยืนยันว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้ว หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยดูแลประชาชนมากกว่า 43 ล้านคน โดยกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน จะได้รับเงินเพิ่มเป็นเดือนละ 1,000 บาท ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2569 เพื่อใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านธงฟ้า
ส่วนประชาชนทั่วไป รัฐบาลตั้งเป้าดูแลไม่เกิน 30 ล้านคน ผ่านมาตรการ “60/40” โดยได้รับสิทธิเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ตั้งแต่มิถุนายนถึงกันยายน 2569
ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังได้รับสิทธิอื่นตามเดิม ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง และเบี้ยความพิการ เพียงเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจาก 300 บาท เป็น 1,000 บาท เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้เหมาะสมกับภาวะค่าครองชีพปัจจุบัน
สำหรับโครงการ “60/40” รัฐบาลกำหนดอายุผู้เข้าร่วมตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป โดยเน้นใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่รวมร้านบริการ เช่น ร้านทำเล็บ ร้านนวด หรือสปา
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังคงกำหนดเงื่อนไขการใช้จ่ายวันละไม่เกิน 200 บาท และหากใช้วงเงินไม่หมดภายในเดือนนั้น จะไม่สามารถนำยอดคงเหลือไปใช้ในเดือนถัดไปได้ เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ประชาชนสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ระหว่างวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00-22.00 น. ส่วนร้านค้าใหม่เปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการระหว่างวันที่ 25-30 พฤษภาคม ผ่านธนาคารกรุงไทยทุกสาขา
นายลวรณ ระบุเพิ่มเติมว่า ระบบ Food Delivery จะเข้าร่วมโครงการภายใน 2 สัปดาห์ หลังเชื่อมต่อแพลตฟอร์มผู้ให้บริการรายใหญ่ครบถ้วน พร้อมย้ำว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นมาตรการช่วยบรรเทาค่าครองชีพและดูแลเศรษฐกิจฐานรากให้ประชาชนสามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews