ประท้วงวุ่น! ไร้เงา “นายกฯ-พิพัฒน์”ตอบกระทู้สดตุนน้ำมัน

การเมือง ข่าว
ประท้วงวุ่น! ไร้เงา “นายกฯ-พิพัฒน์”ตอบกระทู้สดตุนน้ำมัน “ณัฐพงษ์” แฉ 5 เหตุบังเอิญพลัส ถามกล้าแตะหัวจ่าย ภท.หรือไม่ ขออย่าสองมาตรฐาน ขณะ”อภิสิทธิ์” จี้ใครมาตอบสภาฯไม่ได้ ต้องแจงเหตุผลให้ชัดเจน พร้อมแนบหลักฐาน ถ้ามีนัดไว้ล่วงหน้า ป้องกันหนีสภาฯ ไปเรื่อย

 

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวงาระพิจารณากระทู้ถามด้วยวาจา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามเรื่องน้ำมันถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แต่ได้มอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมาตอบแทน ซึ่งนายพิพัฒน์ได้มอบหมายต่อให้นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมมาตอบแทน

 

ทำให้ นายณัฐพงษ์ต้องย้ำต่อที่ประชุม ว่าตนเองต้องการตั้งกระทู้ถาม นายกรัฐมนตรี และ นายพิพัฒน์ เท่านั้น เพราะเป็นประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน การมอบหมายให้ผู้อื่นมาตอบแทน อาจเป็นผู้ที่ ไม่มีส่วนรับผิดชอบโดยตรง จึงขอเป็นการตั้งกระทู้ถามลอย ฝากไปถึงรัฐบาล เพื่อไม่ให้เสียเวลาสภาฯ และเพื่อส่งคำถามเป็นการบ้านล่วงหน้าไปให้นายกรัฐมนตรีและนายพิพัฒน์ให้มาตอบกระทู้ ในการประชุมสภาฯ ครั้งต่อไป

 

ทำให้นายโสภณ ซารัมย์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานการประชุมในขณะนั้น ต้องย้ำว่า หากจะไม่ถาม ก็จะทำให้กระทู้นี้ตกไป ตามข้อบังคับการประชุม และอนุญาตให้ นายณัญฐพงษ์ ฝากคำถามนายกรัฐมนตรี และ นายพิพัฒน์ได้ นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่าอยากให้การประชุมสภาฯ ไม่ต้องพยายามปรับเปลี่ยนหัวข้อให้ตรงกับคนที่จะมาตอบ อยากให้ทุกคนช่วยกันเคารพระบบรัฐสภา ฝ่ายบริหารมีหน้าที่มาตอบกระทู้ถามสดในวันพฤหัสบดีตอนเช้า

 

สืบเนื่องกระทู้ถามสดของนายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ถามนายกฯ นำไปสู่การลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมันที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งพบข้อพิรุธหลายอย่าง ทั้งกรณีที่มีคลังน้ำมันที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมศุลกากรและกรมสรรพสามิตที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน มีท่อเชื่อมถึงกัน หลายซีลมีปัญหา จึงขอถามไปยังนายกฯ และนายพิพัฒน์ที่จนถึงวันนี้ทั้งสองคนยังไม่ได้ให้ความชัดเจนคือ เหตุบังเอิญและข้อสงสัยว่ากรณีการกักตุนน้ำมันกำลังมีส่วนพัวพันโยงใยกับกลุ่มทุนเทา แก๊งสแกมเมอร์ และมีส่วนพัวพันกับบุคคลระดับสูงในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่

 

นายณัฐพงษ์ตั้งชื่อหัวข้อกระทู้ถามสดว่า “5 เหตุบังเอิญ” เหตุบังเอิญข้อที่ 1 เรารู้จักว่าไอ้โม่งที่ถูกสอบสวนคือ “เสี่ยตือ” เจ้าของคลังน้ำมันที่จังหวัดเพชรบุรี ขายน้ำมันให้กับบริษัทลูกของบริษัทพลังงานแห่งหนึ่งในปี 66 แต่นายโสภณ ให้นายณัฐพงษ์ กล่าวโดยสรุป เพราะ เป็นคำถามฝาก ไม่ใช่กระทู้ และให้การประชุม เป็นโดยราบรื่น

ทำให้นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงระบุว่าข้อบังคับในการถามกระทู้ ประธานสภาฯ ได้ประกาศไปแล้วว่านายกฯ มอบให้นายสิริพงศ์มาตอบกระทู้แทน เพื่อให้ราบรื่นโดยไม่ต้องขัดจังหวะ ขอให้ใช้เวลาตามกำหนดคือ 15 นาที ส่วนนายสิริพงศ์จะตอบไม่ตอบก็เป็นสิทธิ์ของท่าน

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ขึ้นประท้วง พร้อมย้ำว่า เพื่อให้ การทำงานในสภาฯ เป็นไปด้วยความราบรื่น จึงได้รับประสาน จากฝ่ายค้าน ไปแจ้ง รัฐมนตรีว่ามีกระทู้ถาม แต่เนื่องจากวันนี้ แต่นายพิพัฒน์ไม่สะดวกจึงมอบหมายให้นายสิริพงศ์มาตอบแทน ขณะที่ นายโสภณ ยืนยันว่า ประธานสามารถอะลุ่มอล่วยตามสมควรได้ ตามที่วินิจฉันไปแล้ว ข้างตน ให้นายณัฐพงษ์ ฝากถามไปได้ พร้อมย้ำว่า ขอความร่วมมือ สส. อย่าให้เกินข้อบังคับจนเกินเหตุ

 

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อถึงเหตุบังเอิญ 5 ข้อ เสี่ยตือเป็นเจ้าของคลังน้ำมันที่ขายให้กับบริษัทลูกของบริษัทพลังงานด้วยมูลค่าที่สูงเกินจริง 4,000 ล้านบาท หรือซื้อในราคา 9,000 ล้านบาท เหตุบังเอิญข้อแรกทำให้พวกเราสงสัยว่าซื้อแพงเกินจริงไปเพื่ออะไร ส่วนเหตุบังเอิญข้อที่สองคือทุกคนรู้ว่าเสี่ยตือเป็นเจ้าของกาสิโนหลายแห่ง โดยเฉพาะในฝั่งกัมพูชาที่อาจจะพัวพันกับเครือข่ายทุนเทาแก๊งสแกมเมอร์ ที่กำลังจะคุมบริษัทพลังงานของไทยผ่านการซื้อหุ้น

เหตุบังเอิญข้อที่สาม เสี่ยตือเป็นพ่อของบุตรชายที่เคยถูกออกหมายจับในคดีฟอกเงินและเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ออกมายืนยันต่อสื่อมวลชนว่าเป็นผู้มีความพยายามติดสินบน 40 ล้านบาทเพื่อแลกกับการยุติการดำเนินคดีการสอบสวนเครือข่ายทุนเทาและเว็บพนัน

 

เหตุบังเอิญข้อที่สี่ เสี่ยตือคือพ่อของบุตรสาวที่เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ตอบกระทู้นายรังสิมันต์ว่าขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังสอบสวนการกักตุนน้ำมันในจังหวัดอ่างทองอยู่

 

เหตุบังเอิญข้อที่ห้า เสี่ยตือเป็นเพื่อนกับนายพิพัฒน์ เพราะท่านเพิ่งยอมรับกับสื่อมวลชนเมื่อสองวันที่แล้วว่า “จะมีเพื่อนสักคนหนึ่งลำบากมากเลยหรือ”

 

“เหตุบังเอิญทั้งห้าข้อนี้ เป็นเหตุบังเอิญพลัส ชี้ให้เห็นว่าบังเอิ๊ญบังเอิญที่มันเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งไอ้โม่งและแก๊งอาชญากรข้ามชาติ บังเอิญเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลชุดนี้”

 

นายณัฐพงษ์กล่าวว่าข้อมูลทั้งหมดไม่ใช่ข้อมูลใหม่แต่เป็นคำถามที่สังคมไทยไม่เคยได้รับคำตอบจากนายกฯ และนายพิพัฒน์ พร้อมตั้งคำถามไปถึงนายกฯ ว่าตอนที่เคยยกหูหานายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง หลังมีข่าวว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนเทาแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งยอมลาออกทั้งที่ดำรงตำแหน่งได้เพียง 33 วัน กับกรณีนี้ที่นายพิพัฒน์ยอมรับต่อสื่อมวลชนโดยตรงว่าเป็นเพื่อนกับเครือข่ายเสี่ยตือ นายกฯ จะปฏิบัติต่อนายพิพัฒน์ อย่างไร หรือท่านสองมาตรฐานเลือกปฏิบัติอีกแบบหนึ่ง

 

หลังจากที่นายณัฐพงษ์ พูดจบ นายสิริพงศ์ ถึงกับ ยกมือไหว้ ขอโทษ นายณัฐพงษ์ ที่เนื้อหาที่ได้รับแจ้งครั้งแรก เป็นเรื่องแลนด์บริชจ์ และเพิ่มได้รับแจ้งเพิ่มเติม ว่ามีการเปลี่ยนเนื้อหาในคำถาม ทั้งที่ได้เตรียมข้อมูลมาตอบคำถามเรื่องเกี่ยวกับ รถขนส่งไม่ประจำทาง กรมการขนส่งทางบก ติดตามปัญหาเกหล่านี้อย่างไรในช่วงที่ราคาน้ำมัน ผัวผวน แต่อาจไม่ตรงกับคำถาม ดังนั้น ประเด็นที่ นายณํฐพงษ์ ฝากมา ไม่ได้เกี่ยวกับกระทรวงคมนาคมเลย แต่เข้าใจได้ ว่า ต้องการหาคำตอบให้สังคม ตนเองก็จะนำเรียนนายกฯ และเห็นว่าหลายเรื่องได้มีการดำเนินการต่อในชั้นของ DSI แล้ว ซึ่งผู้ที่เหมาะสมมาตอบตามความเห็นคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เป็นผู้กำกับดูแล DSI โดยตรง ก็ขอรับข้อเสนอด้วยไว้ ณ ที่นี้

 

แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงการทำหน้าที่ของ นายโสภณ เพราะเชื่อว่า เหตุการณ์ รัฐมนตรีไม่มาตอบกระทู้จะเกิดขึ้นบ่อย และ ซ้ำซาก นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า ในข้อบังคับ ข้องที่ 151 มีเจตานารมณ์ ชัดว่า นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีที่ถูกตั้งกระทู้ถามต้องมาตอบด้วยตนเอง เว้นแต่เหตุที่ไม่อาจเลี่ยงได้ ต้องมีหรนังสือแจ้ง และ ให้กำหนดด้วยว่า จะมาตอบได้เมื่อไหร่ ดังนั้น หากไม่สามารถมาตอบได้ ขอให้แจ้งสาเหตุที่มาไม่ได้คืออะไร สภาจะได้รู้ว่า เปิดงานสำคัญกว่าการตอบกระทู้ในสภาฯ หากมีนัดล่วงหน้า ต้องบอกด้วยว่า นัดอะไร เมื่อไหร่ มีหลักฐานหรือไม่ เพื่อให้สภาฯ มีความศักดิ์สิทธิ์ มีความหมาย ถ้าไม่อาจมาได้ สภาก็ควรรู้ว่าเหตุจำเป็นนั้นคืออะไร อย่างน้อยก็ต้องโปร่งใส ไม่เช่นนั้น จะกลายเป็นการส่งเสริมให้นายกรัฐฯ และ รัฐมนตรีหนีสภาฯ ไปเรื่อยๆ

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่