โฆษก รบ.วอนฝ่ายค้านอย่าใช้ข่าวลือวิจารณ์นโยบาย

การเมือง ข่าว
โฆษกรัฐบาลวอน ฝ่ายค้าน อย่าใช้ข่าวลือวิจารณ์นโยบาย ยืนยันไม่กระทบภาคอุตสาหกรรม และสร้างความยั่งยืนพลังงาน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่ารัฐบาลแก้ปัญหาค่าไฟแพงแบบฉาบฉวยและโยนภาระให้ประชาชนว่า จึงต้องขอถามว่าโยนภาระอะไร มีแต่เข้าช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ไฟน้อย

 

ซึ่งในวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้า สำหรับ “บ้านที่อยู่อาศัย” การใช้ไฟฟ้า 200 หน่วยแรก จ่ายอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วยซึ่งจะเริ่มภายในเดือนมิถุนายน 2569

 

ส่วนการใช้ตั้งแต่ 201 – 500 จะเรียกเก็บในหลักการอัตราขั้นบันได ซึ่งหลังจากการปรับอัตราค่าไฟฟ้าจากมาตรการใหม่นี้ ทุกครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 500 หน่วย หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 2,200 บาท จะจ่ายอัตราค่าไฟฟ้าโดยรวมที่ถูกลง เป็นการดูแลประชาชนครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าครัวเรือนกว่า 90% หรือ 20 กว่าล้านครัวเรือน

 

ทั้งนี้ ขอย้ำว่าไม่ได้เป็นการไปเก็บจากภาคอุตสาหกรรมมาอุดหนุนในส่วนนี้ จึงไม่กระทบกับผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม

 

ส่วนมาตรการระยะยาวและยั่งยืน รัฐบาลส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน เพื่อเปิดโอกาสให้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง โดย จะมีการดำเนินการดังนี้

 

1. ใช้ระบบ Net Billing โดยกำหนดเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินปริมาณ 500 MW ปริมาณพลังงานไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ (kW) ต่อมิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า กำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่จำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อ 10 ปี

 

2. ให้ กกพ. ดำเนินการออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชน ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) และอุปกรณ์รองรับ เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสามารถรองรับโครงการได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

 

มากไปกว่านั้น รัฐบาลผลักดันการติดตั้งในหน่วยงานรัฐในรูปแบบ ESCO Model และปรับรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบ Adder เป็น Feed-in Tariff (FiT) ให้เหมาะสม

 

นางสาวรัชดา ยังเผยว่า เข้าใจในช่วงนี้ มีข้อมูลที่ส่งต่อกัน หรือคอมเมนต์จากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน จึงอยากให้ ส.ส. ช่วยเป็นหลักในการวิพากษ์วิจารณ์บนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง บางทีการหยิบเอาข้อมูลจากแหล่งอื่นแล้วมาใช้ต่อ อาจทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อนและเกิดความไม่สบายใจได้

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่