โฆษก ตร. แถลงข่าวจับขบวนการ กรรโชกทรัพย์ ผกก.ตม. พบแบ่งหน้าที่ชัด ยืนยันไม่ใช่การกลั่นแกล้งดําเนินคดีตามพยานหลักฐาน เชื่อนี้ไม่ใช่ครั้งแรก
วันนี้ (22 เม.ย.69) ที่ บช.ก. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติและในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงคดีการจับกุม นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหา “ร่วมกันกรรโชกทรัพย์” หลังผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้กำกับการตํารวจตรวจคนเข้าเมืองเข้าแจ้งความว่าถูกข่มขู่เรียกเงินจำนวน 2.5 ล้านบาท
โดยคดีนี้สืบเนื่องจากกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาผู้เสียหายได้เข้ามาแจ้งความที่กองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ว่าถูกกลุ่มผู้ต้องหาเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการไม่เปิดโปงเรื่องราวบางอย่างที่ทำให้ผู้เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียง เกี่ยวกับการทํางานภายในห้องกัก ตม.สวนพลู จนกระทั่งผู้เสียหายได้ยินยอมจ่ายเงิน 2.5 ล้านบาท แต่หลังจ่ายเงินไปแล้วผู้ต้องหาก็ยังคงมีการไลฟ์สดเปิดเผยข้อมูลที่ทำให้ผู้เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียงอยู่ ผู้เสียหายจึงตัดสินใจเดินทางเข้าแจ้งความดําเนินคดี

หลังจากนั้นตำรวจได้มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเส้นทางการเงิน จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 6 ราย โดยคดีนี้ผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคืออินฟลูเอนเซอร์ ใช้ความน่าเชื่อถือเข้าหาผู้เสียหาย / กลุ่มที่ 2 ทำหน้าที่ข่มขู่ให้ผู้เสียหายยินยอมจ่ายเงิน / และกลุ่มที่ 3 คือกลุ่มรับเงิน / โดยทั้งหมดเชื่อมโยงกันในลักษณะเป็นขบวนการ
ด้าน พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า กรณีอินฟลูเอนเซอร์(อัจฉริยะ)ที่อาจมีบทบาทเป็นหัวโจกนั้น ขอให้พิจารณาแนวทางจากคดีของนายศรีสุวรรณ จรรยา ในการดำเนินการ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกัน โดยการสืบสวนเรามีข้อมูลที่มากกว่านี้ ในการดำเนินการครั้งนี้ เพราะข้อมูลบางอย่างเป็นหลักฐานในการข้อหมายจับครั้งนี้ ซึ่งเราพบการกระทำความผิดมากกว่าคดีนี้แน่นอน พร้อมเรียกร้องให้ผู้ที่เคยถูกกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวเรียกรับเงินในลักษณะกรรโชกทรัพย์ เข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ เพื่อใช้ในการสืบสวนและขยายผลไปยังคดีที่เกี่ยวข้องต่อไป

ยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การกลั่นแกล้งหรือเอาคืน หรือโกรธแค้น แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดโดยอาศัยพยานหลักฐานชัดเจนจากผู้กล่าวหา
ทั้งนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวเพิ่มว่า คดีกรรโชกทรัพย์และการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องห้องกัก ตม.สวนพลู เป็นคนละส่วนกัน ซึ่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติได้สั่งให้คณะทํางานทั้ง 2 ส่วน เร่งดําเนินการตรวจสอบโดยจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากพบตํารวจเกี่ยวข้องกับการกระทําความผิดในเรื่องใดก็ตาม จะดําเนินการเอาผิดทั้งทางวินัยและอาญาเด็ดขาด
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews