“ทีมชาติไทย” ผงาดชัยระทึก เฉือน “เติร์กเมนิสถาน” 2-1 ศึกฟุตบอลเอเชียน คัพ 2027 รอบคัดเลือก กลุ่ม D นัดสุดท้าย
ทีมชาติไทยสร้างค่ำคืนแห่งความทรงจำ หลังเฉือนเอาชนะเติร์กเมนิสถาน 2-1 ในศึกฟุตบอลเอเชียน คัพ 2027 รอบคัดเลือก กลุ่ม D นัดสุดท้าย ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ช้างศึก คว้าแชมป์กลุ่มด้วย 15 คะแนนเต็ม พร้อมตีตั๋วเข้าสู่รอบสุดท้ายที่ประเทศซาอุดีอาระเบียได้สำเร็จ ท่ามกลางเสียงเชียร์กึกก้องของแฟนบอลกว่า 37,000 คน
เกมนัดชี้ชะตาเริ่มต้นด้วยความดุดันของ “ช้างศึก” ก่อนขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 14 ด้วยลูกโหม่งของ ศุภนันท์ บุรีรัตน์ จากลูกเตะมุมของ ธีราทร บุญมาทัน อย่างไรก็ตาม แม้จะออกนำเร็ว แต่ทีมชาติไทยยังคงมีปัญหาเดิมคือไม่สามารถปิดเกมหรือรักษาความเหนือกว่าไว้ได้ ทำให้เกมค่อยๆ แผ่วลง
ครึ่งหลังสถานการณ์เริ่มตึงเครียด เมื่อเติร์กเมนิสถานตามตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 60 จากการยิงไกลของ เทย์มูร์ ชารีเยฟ ส่งผลให้บรรยากาศในสนามเงียบงันชั่วขณะ และสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเกมรับไทยที่ยังคงมีช่องโหว่ โดยเฉพาะการรับมือกับบอลยาวและจังหวะวัดดวง
อย่างไรก็ตาม ด้วยแรงเชียร์ของแฟนบอลและสถานการณ์ “หลังพิงฝา” ที่แพ้ไม่ได้ ทีมชาติไทยฮึดสู้ในช่วงท้ายเกม ก่อนมาได้ประตูชัยในนาทีที่ 89 จากลูกโหม่งของ มานูเอล ทอม เบียรห์ จากลูกตั้งเตะของธีราทร ซึ่งกลายเป็นทีเด็ดสำคัญของเกมนี้
จากชัยชนะนัดนี้ ทำให้ไทยคว้าแชมป์กลุ่ม D ด้วยผลงานชนะ 5 แพ้ 1 มี 15 คะแนน ยังเป็นการการันตีการผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของศึกเอเชียน คัพ 2027 ที่ซาอุดีอาระเบียในปีหน้าได้สำเร็จ
ส่งผลให้อันดับโลกของทีมชาติไทยจากการจัดอันดับของฟีฟ่าขยับขึ้น จากก่อนหน้านี้ ช้างศึก อยู่อันดับ 96 ของโลก และที่ 16 ของเอเชีย แต่ด้วยชัยเหนือ เติร์กเมนิสถาน ทำให้มีคะแนนเพิ่มขึ้นอีก 8.87 คะแนน ทำให้อันดับขยับมาอยู่ที่ 93 ของโลก ซึ่งถือเป็นอันดับดีที่สุดในรอบ 18 ปี และรั้งอันดับ 14 ของเอเชีย แซงหน้าทั้งจีนและปาเลสไตน์ สร้างความหวังให้แฟนบอลก่อนศึกใหญ่ในปีหน้า
และนอกจากนี้ยังถือเป็นการบรรลุเป้าหมายหลักของ แอนโธนี ฮัดสัน ที่วางไว้ชัดเจนว่า “ต้องชนะเท่านั้น” เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะทั้งในแง่ผลงานทีมชาติและผลกระทบต่อวงการฟุตบอลไทยโดยรวม และสุดท้ายก็สามารถพาทีมผ่านภารกิจสำคัญไปได้
อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความสำเร็จ ยังมีคำถามสำคัญตามมา เมื่อทีมชาติไทยซึ่งมีอันดับโลกเหนือกว่าเติร์กเมนิสถานเกือบ 50 อันดับ กลับต้องลุ้นเหนื่อยจนถึงวินาทีสุดท้าย และเกือบพลาดท่าคาราชมัง สะท้อนให้เห็นว่าทีมยังมีการบ้านอีกมากให้เร่งแก้ไข ทั้งในเรื่องรูปแบบการเล่น ความเฉียบคมในการจบสกอร์ และความสม่ำเสมอของมาตรฐานทีม
แม้เกมนี้ ธีราทร บุญมาทัน จะโดดเด่นจากการสร้างโอกาสจากลูกตั้งเตะ ขณะที่ ศุภนันท์ บุรีรัตน์ และ มานูเอล ทอม เบียรห์ รับบทฮีโร่ผู้ทำประตู แต่การหวังพึ่งจังหวะเซตพีซของคู่แข่งเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับเวทีที่ใหญ่ขึ้นอย่างศึกเอเชียน คัพ รอบสุดท้าย ณ ซาอุดิอาระเบีย
ท้ายที่สุด นี่คือชัยชนะที่ควรค่าแก่การเฉลิมฉลอง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเตือนว่า “ช้างศึก” ผ่านมาได้แบบ “เกือบตายคาบ้าน” และหลังจากนี้บททดสอบที่แท้จริงกำลังรออยู่ ว่าทีมชาติไทยจะสามารถยกระดับคุณภาพทีม เพื่อแข่งขันในเวทีเอเชียได้อย่างแข็งแกร่งกว่านี้หรือไม่















ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews