ฝุ่นคลุมเมืองจนมองไม่เห็นดอย หายใจยังแสบคอ แต่ทำไมยังไม่ถูกประกาศเป็น “ภัยพิบัติ”?
จากสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่ปกคลุมพื้นที่ภาคเหนือในพื้นที่จังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮองสอน ที่รุนแรงขึ้นโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างหนัก
หลายพื้นที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงต่อเนื่อง ประชาชนเริ่มมีอาการผิดปกติ ทั้งไอรุนแรง อาเจียนไปจนถึงเลือดกำเดาไหล
คำถามสำคัญที่สังคมตั้งขึ้นคือ “ฝุ่นต้องหนักแค่ไหน ถึงจะเข้าข่ายประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษหรือภัยพิบัติได้สักที?” ต้องรุนแรงเพียงใดจึงจะเข้าเกณฑ์ดังกล่าว
จากหลักเกณฑ์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ระบุชัดว่า กรณีฝุ่น PM2.5จะต้องมีค่าความเข้มข้นเฉลี่ยในช่วง 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไปและต้องเกิดขึ้น “ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 วัน” จึงจะสามารถพิจารณาประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉินได้
เกณฑ์ดังกล่าวถือเป็นระดับที่เรียกได้ว่า “อันตรายอย่างยิ่ง” ต่อสุขภาพและถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการเปิดทางให้หน่วยงานรัฐสามารถใช้งบประมาณฉุกเฉินเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเป็นระบบ
ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ฝุ่นเริ่มคลี่คลาย โดยค่าฝุ่นลดลงต่ำกว่า 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรและอยู่ในระดับดังกล่าวต่อเนื่อง 5 วัน ก็จะสามารถประกาศ “สิ้นสุดสถานการณ์ภัยพิบัติ” ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขทั้ง “ระดับความรุนแรง” และ “ระยะเวลา” นี้เองกลายเป็นจุดที่ทำให้หลายพื้นที่แม้จะเผชิญค่าฝุ่นในระดับอันตรายแต่ยังไม่สามารถเข้าสู่การประกาศภัยพิบัติได้เนื่องจากตัวเลขอาจยังไม่ถึงเกณฑ์ 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรหรืออาจไม่ต่อเนื่องครบ 5 วันตามที่กำหนด
ซึ่งสถานการณ์สอดคล้องกับภาพที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ ถึงแม้จะเป็นพื้นที่ที่เผชิญปัญหาฝุ่นหนักซ้ำซากทุกปี โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมแต่การประกาศภัยพิบัติยังคงต้องอาศัยเกณฑ์ทางกฎหมายเป็นตัวกำหนด
ในอีกด้านหนึ่ง จังหวัดเชียงใหม่ได้ออกประกาศและมาตรการเข้มงวดเพื่อรับมือสถานการณ์โดยยอมรับว่า พื้นที่ภาคเหนือมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งการเผาในภาคการเกษตร การเกิดไฟป่าการเผาในที่โล่ง รวมถึงสภาพภูมิประเทศที่เป็นลักษณะ “แอ่งกระทะ”ทำให้อากาศถ่ายเทได้ยาก
เป้าหมายสำคัญของมาตรการเหล่านี้ คือการ “สกัดไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม”ไปถึงจุดที่ต้องประกาศเป็นภัยพิบัติฉุกเฉิน ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ในมุมของคนที่ต้องใช้ชีวิตท่ามกลางอากาศที่เป็นพิษทุกวันช่องว่างระหว่าง “เกณฑ์ทางกฎหมาย” กับ “ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น”ยังคงถูกตั้งคำถาม เพราะแม้ตัวเลขอาจยังไม่เข้าเกณฑ์ แต่ผลกระทบต่อสุขภาพเกิดขึ้นแล้ว
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews