วิกฤตฝุ่นคลุมเมือง! “เชียงใหม่” หนักจนเลือดกำเดาไหล

ทั่วไป ข่าว

 

 

วิกฤตฝุ่นคลุมเมือง! “เชียงใหม่” พุ่งอันดับ 1 โลก PM2.5 หนักจนเลือดกำเดาไหล เสียงประชาชนชี้ ซ้ำซากทุกปีแต่ไร้ทางออก

 

สถานการณ์มลพิษทางอากาศใน เชียงใหม่ ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 จนเข้าสู่ระดับ “วิกฤต” ที่ไม่ใช่เพียงตัวเลขแต่เป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถมองเห็นและสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน

 

ล่าสุด เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 30 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ IQAirรายงานดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ของเชียงใหม่พุ่งสูงถึง 233 จัดอยู่ในระดับ“มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก” ส่งผลให้เชียงใหม่ขึ้นอันดับ 1 ของโลกในฐานะเมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุดในขณะนั้น

 

ซึ่งภาพที่ปรากฏทั่วเมืองสะท้อนวิกฤตได้อย่างชัดเจน หมอกควันหนาทึบปกคลุมไปทั่วพื้นที่ทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลงอย่างมาก พระอาทิตย์ที่ควรสว่างสดใสกลายเป็นเพียงดวงสีส้มหม่น ๆกลางท้องฟ้า ถนนหลายสายถูกปกคลุมด้วยฝุ่นควัน ขณะที่ประชาชนต้องใช้ชีวิตท่ามกลางอากาศที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ไม่เพียงแค่ภาพที่เห็น แต่ผลกระทบด้านสุขภาพเริ่มปรากฏชัดมากขึ้นประชาชนจำนวนไม่น้อยมีอาการแสบตา แสบจมูก ไอ หายใจลำบาก และในบางรายถึงขั้น“เลือดกำเดาไหล” ซึ่งสะท้อนว่าค่าฝุ่นไม่ได้อยู่ในระดับที่ร่างกายรับไหวอีกต่อไป

 

โดยเพจ Drama-addict ได้ออกมาเปิดเผยเคสจากประชาชนในพื้นที่ ระบุว่า“เพิ่งมาทำงานที่เชียงราย เจอฝุ่นครั้งแรก เลือดกำเดาไหลต่อเนื่อง 3–4 วันเดิน ๆ อยู่ก็ไหล คิดว่าหยุดแล้วก็ไหลอีก” พร้อมเตือนว่า“นี่อาจยังไม่ใช่จุดพีคสุดของสถานการณ์ เพราะเดือนหน้ามีแนวโน้มจะแย่กว่านี้”

 

โพสต์ดังกล่าวกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว มีผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปีโดยเฉพาะความกังวลด้านสุขภาพในระยะยาวบางความคิดเห็นระบุว่า“คนภาคเหนือป่วยมะเร็งปอดสูงอันดับ 1 ของประเทศก็เพราะแบบนี้ เกิดซ้ำทุกปีแต่ไม่เคยแก้ได้จริง”

 

ขณะที่อีกเสียงสะท้อนว่า“ปีที่แล้วก็บ่นแบบนี้ หลายปีแล้วก็ยังเหมือนเดิม รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืนเลย น่าเศร้ามาก”

 

ทั้งนี้ ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ มักเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูแล้ง(ประมาณกุมภาพันธ์–เมษายนของทุกปี) ซึ่งเป็นช่วงที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านสะสมพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น

 

การเผาพื้นที่เกษตรเพื่อเตรียมเพาะปลูกไฟป่าในพื้นที่ภูเขาและป่าไม้หมอกควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน
สภาพอากาศปิด ทำให้ฝุ่นสะสม ไม่สามารถระบายออกได้

 

ข้อมูลจากหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมหลายแห่งระบุว่า ค่าฝุ่น PM2.5 ที่สูงเกินมาตรฐานเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรง เช่น โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและมะเร็งปอด โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว

 

แม้ภาครัฐจะมีมาตรการออกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การห้ามเผา การควบคุมไฟป่าและการขอความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในทุกปีทำให้ประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามถึง “ประสิทธิภาพ” และ “ความยั่งยืน” ของแนวทางแก้ไข

 

วิกฤตในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมทั่วไปแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่