เตือนรัฐบาล! จับตาอิสราเอล หลัง 4 แสนคน เข้าพื้นที่ไทย

ทั่วไป ข่าว

 

 

หลายคนรู้กันอยู่แล้วว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ต่างชาติชื่นชมอยู่เสมอ ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม รวมถึงอัธยาศัยของคนไทย จนทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยที่มาเยือนรู้สึกประทับใจและอยากกลับมาอีกครั้ง แต่นอกจากนักท่องเที่ยวแล้วก็ยังมีอีกมุม ที่หลายคนออกมาเตือนรัฐบาล จับตาอิสราเอล ครอบครองพื้นที่ในไทย

 

ล่าสุด กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์อย่างมาก เริ่มจากที่ อาจารย์เดชา ศิริภัทร หมอพื้นบ้านจังหวัดสุพรรณบุรี ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ เจ้าของสูตรน้ำมันกัญชา (ตำรับหมอเดชา) ออกออกมาโพสต์ระบุว่า ชาวอิสราเอลเข้ามาอาศัยในประเทศไทยจำนวนมากมีมานานแล้ว

 

จำนวนคนอิสราเอลในประเทศไทย ซึ่งมีถึง 4 แสนคน คงจะไม่หยุดอยู่เท่านี้แน่นอนเพราะชาวอิสราเอลหลายแสนคน กำลังอพยพหนีสงคราม ออกจากประเทศอิสราเอลส่วนหนึ่ง คงมาประเทศไทยแน่นอนเพราะเห็นว่า”ปลอดภัยและได้รับการต้อนรับดี”แต่มีคนไทยบางส่วน เริ่มเห็นปัญหาและอ้างถึงชาวยิว ซึ่งเรื่องนี้ละเอียดอ่อนฉะนั้น ต้องนำมาพิจารณาในหลายมิติอย่างรอบคอบ หากยังไม่มีข้อมูลที่รอบด้านก็ต้องมีมาตรการ ระยะสั้นนำมาปฏิบัติให้ได้ก่อนไม่สมควร “ปล่อยปละละเลย”จนทำให้เกิดปัญหาขึ้น (เช่นที่ ปาย ภูเก็ต และ พะงัน ฯลฯ) หากยังหามาตรการที่เหมาะสมไม่ได้ก็ควรใช้มาตรการ… “ปลอดภัยไว้ก่อน” โดยเร็ว

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้าโพสต์คุณหมอ ต้นทาง คือ เพจ “ประชาคมแพทย์” โพสต์ข้อความตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสถานการณ์บนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยระบุว่า ปรากฏการณ์“นอมินี + เงินต่างชาติ + เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน”อาจกำลังพาประเทศไทยเข้าใกล้ความเสี่ยงระดับโลก

 

โพสต์ดังกล่าวตั้งคำถามท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐและอิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งถือเป็นความขัดแย้งระดับโลก แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นคู่ขัดแย้งกับประเทศใดในภูมิภาคดังกล่าวก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในประเทศไทยกลายเป็นจุดตั้งถิ่นฐานของพลเมืองจากประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามจำนวนมาก
อาจทำให้พื้นที่นั้นกลายเป็น “จุดเสี่ยงด้านความมั่นคงโดยไม่ตั้งใจ”

 

โดยข้อมูลจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและรายงานข่าวหลายแห่ง ระบุว่าปัจจุบันบนเกาะพะงันมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ประมาณ 8,000 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวอิสราเอลราว 2,500–2,600 คน หรือเกือบ 30% ของชาวต่างชาติทั้งหมดบนเกาะและคาดว่ามีชุมชนครอบครัวประมาณ 400–600 ครอบครัว

 

ตัวเลขดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า สำหรับเกาะที่มีพื้นที่จำกัดการเพิ่มขึ้นของชุมชนต่างชาติอาจนำไปสู่การก่อตัวของเครือข่ายเศรษฐกิจ
และชุมชนเฉพาะกลุ่ม เช่น การเช่าหรือซื้อที่ดินผ่านนอมินี การเปิดธุรกิจของตนเองรวมถึงการสร้างเครือข่ายทางสังคมของคนจากประเทศเดียวกัน

 

อีกประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถาม คือเรื่อง “นอมินี” เนื่องจากกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดินโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติพบว่า
มีการถือครองผ่านบริษัทบังหน้า หรือใช้คนไทยเป็นผู้ถือหุ้นแทนซึ่งทำให้เกิดคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานรัฐ

 

โพสต์ดังกล่าวยังระบุว่า หากมีการเอื้อประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนรวมถึงการปล่อยให้เกิดการถือครองที่ดินผ่านตัวแทน การก่อสร้างผิดกฎหมาย
หรือการดำเนินธุรกิจที่ไม่สร้างรายได้ให้รัฐอย่างเหมาะสมก็อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและความมั่นคงในระยะยาว

 

ทั้งนี้ แม้ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เปิดรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกแต่ก็มีข้อเสนอว่า การเปิดกว้างดังกล่าวควรควบคู่ไปกับการกำกับดูแลที่เข้มงวด
เพื่อไม่ให้เกิดการถือครองทรัพยากรของประเทศผ่านช่องโหว่ทางกฎหมาย

 

โดยท้ายโพสต์มีการเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ รวมถึงรัฐบาล เข้าตรวจสอบและดูแลประเด็นดังกล่าว
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประเทศในระยะยาว

 

ท้ายที่สุดแล้ว จากประเด็นดังกล่าว ทำให้มี หลายท่าน ออกมาแสดงความเห็นกันมากมาย

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews