ปธ.กมธ.พลังงาน สว.แนะปชช.ใช้ขนส่งสาธารณะ ลดใช้พลังงาน

การเมือง ข่าว
ประธาน กมธ.พลังงาน สว. เชื่อสงครามตะวันออกกลางจบใน 2 สัปดาห์ แนะประชาชนใช้ขนส่งสาธารณะ ลดแรงกดดันพลังงานประเทศ เร่งใช้พลังงานชีวมวลและพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้าเก่า เพิ่มความมั่นคงด้านไฟฟ้า

 

นายพรเพิ่ม ทองศรี ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา แถลงติดตามสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อระบบพลังงานโลก โดยระบุว่า คณะกรรมาธิการได้ติดตามสถานการณ์ทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) อย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก

ด้านนายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา เปิดเผยว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมากกว่า 10 วัน โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก เริ่มส่งผลต่อระบบพลังงานโลก หลังมีรายงานการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานบางแห่ง

สำหรับประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซเฉลี่ยวันละประมาณ 300,000 บาร์เรล คิดเป็นราว 30% ของการใช้น้ำมันดิบในประเทศ นอกจากนี้ยังนำเข้า LNG ปีละประมาณ 10–12 ล้านตัน หรือเฉลี่ยวันละราว 30,000 ตัน โดยมีเรือบรรทุกเข้าประเทศเดือนละประมาณ 3–4 ลำ ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเริ่มส่งผลต่อระบบขนส่งพลังงานแล้ว

จากการประเมิน พบว่า ไทยยังมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปรวมกว่า 60 วัน และหากรวมปริมาณที่อยู่ระหว่างขนส่งและสัญญาจัดซื้อเพิ่มเติม จะทำให้มีสำรองรวมประมาณ 95 วัน จึงยังสามารถบริหารจัดการได้ในระยะหนึ่ง หากไม่มีการหยุดชะงักของการนำเข้าเพิ่มเติม

ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิมราว 70 ดอลลาร์ โดยทุกการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ 1 ดอลลาร์ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศเพิ่มขึ้นประมาณ 20 สตางค์ต่อลิตร หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 30 ดอลลาร์ อาจทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 5–6 บาทต่อลิตร ซึ่งจะกระทบค่าขนส่งและราคาสินค้าโดยรวม

นายเกียรติชาย ยังเตือนถึงกระแสการกักตุนน้ำมันของประชาชนว่า อาจสร้างภาวะตื่นตระหนกและทำให้เกิดการขาดแคลนในบางพื้นที่ พร้อมเสนอให้กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์สต๊อกน้ำมันตามสถานีบริการอย่างใกล้ชิด และให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของระบบขนส่ง

ในด้านมาตรการดูแลราคา รัฐบาลยังใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคาดีเซลประมาณเกือบ 3 บาทต่อลิตร คิดเป็นภาระวันละประมาณ 200 ล้านบาท แต่กองทุนมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงไม่สามารถแบกรับภาระได้ในระยะยาว หากราคาน้ำมันยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลวในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 60–65% หากราคา LNG เพิ่มขึ้น อาจทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณ 30–40 สตางค์ต่อหน่วย แม้ปัจจุบันยังใช้กลไกค่าเอฟที (FT) ชะลอผลกระทบได้ในช่วงหนึ่ง

คณะกรรมาธิการพลังงานเสนอว่า ระยะสั้นควรเพิ่มการใช้พลังงานในประเทศ เช่น เพิ่มการผลิตน้ำมันและก๊าซในประเทศ เดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินและพลังงานชีวมวลเต็มกำลัง รวมถึงส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลจากปาล์มน้ำมัน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ส่วนในระยะยาว ควรเร่งพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ชีวมวล และพลังงานจากขยะ รวมถึงศึกษาเทคโนโลยีใหม่อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน

ขณะนายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา รองประธานคณะกรรมาธิการพลังงานวุฒิสภา กล่าวว่า ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าถึง 65% ทั้งจากอ่าวไทย เมียนมา และ LNG นำเข้า หากพลังงานเหล่านี้ขาดแคลนอาจกระทบระบบไฟฟ้าโดยรวม จึงควรเร่งส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น ชีวมวล และพิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่หมดอายุแต่ยังสามารถใช้งานได้ เพื่อลดต้นทุนค่าไฟ

นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือประชาชนช่วยประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะช่วงพีค 18.00–20.00 น. หากครัวเรือน 26 ล้านครัวเรือนลดการใช้ไฟลงบ้านละ 1 หน่วย จะช่วยลดภาระระบบไฟฟ้าได้อย่างมาก พร้อมแนะนำให้ใช้ขนส่งสาธารณะแทนรถยนต์ส่วนตัว

ขณะเดียวกัน นายพรเพิ่ม กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเมินว่าสงครามครั้งนี้อาจไม่ยืดเยื้อและอาจยุติภายใน 2 สัปดาห์ พร้อมขอให้รัฐบาลสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจว่าน้ำมันในประเทศยังไม่ขาดแคลน และไม่ควรตื่นตระหนกกักตุน เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนในระบบได้

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews