“พิชัย” เห็นด้วย”อนุทิน”คงราคาน้ำมันดีเซล ชี้หากยืดเยื้อ สามารถลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลได้ลิตรละ 6.92 บาท จี้ คุมเข้มราคาสินค้า ห้ามขาดห้ามแพง แนะ ในวิกฤตนี้ไทยได้ 3 โอกาส
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีค รมว. พาณิชย์ และ อดีค รมว. พลังงาน กล่าวว่า จากภาวะสงครามใตะวันออกกลางที่สหรัฐร่วมมือกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่าน และ สถานการณ์ยังคงรุนแรงและหนักหน่วง มีผลกระทบต่อทั้งโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุชของประเทศอิหร่านเพื่อตอบโต้ โดยล่าสุดราคาน้ำมันดิบได้พุ่งสูงไปถึงประมาณบาเรลละ 100 เหรียญสหร๊ฐแล้ว ดังนั้นรัฐบาลจะต้องติดตามและรับมือกับสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและหวังว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ตนเห็นด้วยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศควบคุมราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 29.94 บาท เพราะจะช่วยเหลือ ประชาชนให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปได้ เพราะน้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนหลักของการขนส่งของสินค้าแทบทุกชนิด หากปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลขึ้น ราคาสินค้าต่างๆจะขึ้นราคาตาม ประชาชนจะเดือดร้อนกันอย่างมาก และเมื่อสถานการณ์ผ่านพ้นไป
แม้ราคาน้ำมันดีเซลจะลดลงแล้ว แต่ราคาสินค้าที่ราคาขึ้นแล้วมักจะไม่ยอมลดราคาลงตาม ดังนั้นหลังจากที่ประกาศควบคุมราคาดีเซลแล้ว รัฐบาลต้องให้กระทรวงพาณิชย์เร่งตรวจสอบอย่าให้สินค้าขาดและอย่าได้ฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า หรือสินค้าต้องไม่ขาดและต้องไม่แพง เพื่อไม่ให้กระทบความเป็นอยู่ของประชาชน

อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ รัฐบาลสามารถลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่เก็บอยู่ถึงลิตรละ 6.92 บาท ให้ลดลงมาได้ แม้รัฐจะขาดรายได้บ้างแต่ประชาชนจะได้ประโยชน์ และเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ปกติแล้ว รัฐค่อยกลับมาเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลใหม่ ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อสถานการณ์โลกผันผวน ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลสมัยนั้นจะใช้วิธีการลดการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลนี้ในการช่วยเหลือประชาชน จึงอยากให้ข้อมูลไว้เพื่อพิจารณา
ทั้งนี้ ในภาวะวิกฤตินี้ ประเทศไทยสามารถหาโอกาสที่เกิดขึ้นเพื่อช่วยให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากสถานการณ์ของโลกได้ 3 เรื่องใหญ่คือ

1. โครงการ ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่ตนได้คิดขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤติในแบบนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากประทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก และสามารถผลิตอาหารสำรองให้เพียงพอและสามารถจำหน่ายให้กับกลุ่มประเทศเหล่านี้ได้ ซึ่งตนได้ขายแนวคิดนี้ตั้งแต่ อดีต นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ไปประชุมนานาชาติหลายแห่ง
โดยเฉพาะการประชุมนานาชาติที่ประเทศ การ์ตาร์ปลายปี 2024 และแนวคิดนี้ได้รับการตอบรับอย่างดี และการที่ประเทศสิงคโปร์ซื้อข้าว 100,000 ตัน จากประเทศไทย ก็เพราะมาจากแนวทางความมั่นคงทางอาหารนี้ที่อดีตนายกฯ แพทองธารได้พบกับนายลอเรนซ์ หว่อง นายกสิงคโปร์ที่ประเทศลาว อีกทั้งประเทศในตะวันออกกลางหลายประเทศเช่น UAE, ซาอุดิอาราเบีย, การ์ตาร์, โอมาน, บาร์เรน ฯลฯ แม้กระทั่งประเทศอิสราเอล ก็ได้ให้ความสนใจ ขนาด รัฐมนตรี Thani ของ UAE ได้บินมาเพื่อแสดงความจำนงที่จะขอร่วมทุนทำเรื่องนี้กับประเทศไทย
และอยากให้ทำไปพร้อมกับการเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) ระหว่างไทย-ยูเออี ซึ่งการเจรจา FTA ยังคงติดในเรื่องสินค้าบางชนิดจึงยังสรุปกันไม่ได้ แต่ในสภานการณ์เช่นนี้เชื่อว่าจะเป็นตัวเร่งให้โครงการ Food Security นี้สำเร็จโดยเร็ว และไทยควรเร่งดำเนินการโครงการนี้โดยด่วน โดยอธิบดีหลายท่านของกระทรวงพาณิชย์มีความสามารถและได้เตรียมพร้อมทำเรื่องนี้ไว้แล้ว ซึ่งไทยจะสามารถขายอาหารจำนวนมากและเก็บไว้ในประเทศไทยเพื่อพร้อมส่งมอบให้ประเทศเหล่านี้ได้เป็นจำนวนมาก สร้างรายได้เข้าประเทศ และเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทย
2. โครงการ Data Center รองรับการเก็บข้อมูลของประเทศในตะวันออกกลาง ในภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ได้มีการโจมตีอาคารราชการและศูนย์กลางการเก็บข้อมูล (Data Center) หลายแห่ง ดังนั้นแนวคิดในการสร้าง Data Center ในประเทศไทย ที่เป็นมิตรกับทุกประเทศและมีทำเลที่เหมาะสม และมีสาธารณูปโภคเพียบพร้อม เพื่อเก็บข้อมูลให้กับประเทศในตะวันออกกลางและประเทศที่มีความเสี่ยงกับสงคราม น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถพัฒนาธุรกิจในด้าน Ai ให้เกิดขึ้นได้ด้วย ทั้งนี้การลงทุนทางด้าน Data Center และ Ai นี้จะมีมูลค่าเป็นหมื่นๆล้านถึงหลายแสนล้านบาทได้
3. โครงการแลนด์บริดจ์พร้อมการเก็บสำรองน้ำมันขนาดใหญ่ ในภาวะสงครามที่มีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุชนี้ จะทำให้เห็นชัดว่าความต้องการที่จะต้องมีการขนส่งน้ำมันพร้อมการเก็บสำรองน้ำมันขนาดใหญ่มีความจำเป็นอย่างมาก ดังนั้น แนวคิดเรื่องแลนบริดจ์ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศน่าจะเป็นประโยชน์และจะสร้างรายได้มหาศาล และเพิ่มการพัฒนาในพื้นภาคใต้ได้อย่างมาก
ในภาวะผันผวนของโลก จะมีทั้งวิกฤติและโอกาสที่จะเกิดขึ้นมาพร้อมๆกัน และนี่จะเป็นโอกาสของประเทศไทย 3 เรื่องที่ได้เคยมีการคิดกันล่วงหน้าเพื่อรองรับไว้แล้ว ซึ่งจะสามารถช่วยพัฒนาประเทศไทยในภาวะวิกฤติที่ผันผวนของโลก และอาจจะมีโอกาสในด้านอื่นๆอีกเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งผู้บริหารของประเทศจะต้องช่วยกันคิดและช่วยกันทำเพื่อให้ไทยสามารถพัฒนาและแข่งขันกับประเทศต่างๆในภูมิภาคได้
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews