“ส้ม-น้ำเงิน-แดง” พรรคไหนเข้าวิน นำตั้งรัฐบาล?
การเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ไม่ใช่เพียงการแข่งขันว่าพรรคไหนจะได้คะแนนเสียงและใครได้ สส.มากที่สุดเท่านั้น เพราะภาพการเมืองหลังปิดหีบครั้งนี้ ชัดเจนว่าเป็นการแข่งขันของ 3 พรรคหลัก คือ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ที่ต่างตั้งเป้า ให้ สส.เกิน 200 ที่นั่ง แต่ในภาพความเป็นจริง ในสมรภูมิการแข่ง ไม่มีพรรคใด “ชนะขาด” ถึงขั้นแลนด์สไลด์ จำเป็นต้องรวมเสียงให้ถึงเส้นชัย 250 เสียง
เพื่อตั้งรัฐบาลผสม
ดังนั้น ไม่ว่าพรรคไหน ใน 3 ก๊ก เป็นผู้ชนะเลือกตั้งรอบนี้ได้ สิ่งที่สำคัญหลังจากนี้ คือ ต้องชนะเกมเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ด้วย โดยเฉพาะ หากพรรคประชาชนเป็นผู้ชนะ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอย ปี 66 ที่พรรคก้าวไกล ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน 14 ล้านเสียง ชนะเลือกตั้ง เป็นพรรคอันดับ 1 แต่กลับไปไม่ถึงฝั่งฝันด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อผูกมัดตัวเอง และยากต่อการทิ้งอุดมการณ์ ซึ่งคำถามสำคัญ หลังรู้ผลคะแนน พรรคไหน จะจับมือกับใคร แล้วจะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่
ซึ่งแนวทางแรกที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ พรรคประชาชน จับมือ พรรคภูมิใจไทย ที่เคยมีบุญคุณต่อกัน ในการโหวตให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ภายใต้เงื่อนไข MOA ที่อาจย้อนศรกลับไปอีกก็เป็นไปได้ โดยก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ย้ำว่า ตามธรรมเนียมการเมือง พรรคที่ได้อันดับ1 ควรมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อน
หากทำไม่ได้จึงเป็นหน้าที่ของพรรคอันดับถัดไป ถ้าพรรคประชาชน มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลก่อน หากสามารถรวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ ก็ไม่มีใครไป “ลอยแพ” และหากมีเชิญร่วมรัฐบาล ก็ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและการพูดคุย รวมถึงการยอมรับนโยบายซึ่งกันและกัน พร้อมมองว่าการทำข้อตกลงแบบ MOU หรือ MOA มีข้อดี ช่วยสร้างความชัดเจนและลดความไม่แน่นอนทางการเมือง
ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้อง รศ.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ที่บอกว่า พรรคประชาชน ควรเจรจากับพรรคภูมิใจไทยก่อน และควรประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย เพื่อให้สอดคล้องกับแคมเปญ “มีเรา ไม่มีเทา” หลังพรรคเพื่อไทย ถูกตั้งคำถามหลายกรณี ทั้งข้อครหาเชื่อมโยงทุนสีเทา
คดีเกี่ยวกับอดีตรัฐมนตรี และผู้สมัคร สส. บางพื้นที่ โดยประเด็นที่ถูกวิจารณ์หนักที่สุด คือกรณี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ซื้อเครื่องบินต่อจากบุคคลที่ถูกโยงเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งอาจเชื่อมโยงทุนสีเทา พรรคเพื่อไทยควรถูกตัดออกจากสมการตั้งรัฐบาล มิฉะนั้นอาจถูกมองว่าเป็นเพียงวาทกรรมหาเสียง และประชาชนย่อมตั้งคำถามถึงความจริงใจทางการเมือง
ส่วนแนวทางที่สอง คือ พรรคประชาชน จับมือ พรรคเพื่อไทย สูตรนี้รวมเสียงได้จำนวนมาก และสะท้อนเจตจำนงของประชาชนในภาพใหญ่ แต่ก็เป็นแนวร่วมที่ต้องใช้การเจรจาสูง เพราะทั้งสองพรรคมีทิศทางนโยบาย และฐานการเมืองที่แตกต่างกันในหลายประเด็น ซึ่งหากจับมือกันได้จริง รัฐบาลจะมีเสถียรภาพด้านจำนวนเสียง แต่ต้องแลกกับการประนีประนอมเชิงนโยบายอย่างเข้มข้น และต้องแลกกับความเชื่อมั่นในแคมเปญหาเสียงที่ประกาศจุดยืน “มีเรา ไม่มีเทา”
และแนวทางที่สาม คือ พรรคภูมิใจไทย จับมือ พรรคเพื่อไทย พร้อมดึงพรรคขนาดเล็กเข้าร่วม ซึ่งแนวทางนี้จะเกิดขึ้นหลังพรรคประชาชน ไม่สามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ พร้อมลอยแพพรรคประชาชน ให้พรรคอันดับ 1 ไปเป็นฝ่ายค้านเหมือนเดิม ซึ่งแนวทางนี้มีเป็นไปได้ แต่ถูกมองว่าเป็นแนวทางที่ซับซ้อนที่สุด ทั้งในแง่จำนวนเสียง และการแบ่งบทบาททางการเมือง
แต่ถ้าฟังการสัมภาษณ์ของนายอนุทิน ก่อนวันเลือกตั้ง เคยระบุว่า เรื่องไม่ดีในอดีตกับพรรคเพื่อไทยไม่อยากนำมาคิด เพราะไม่อยากมีความขุ่นข้อง และยังบอกด้วยว่า การเมืองอาจมีศัตรูถาวร แต่การแก้แค้นหรือเช็คบิลไม่มีประโยชน์ แม้มีอำนาจก็ไม่ทำ เพราะจะทำให้ทุกข์เอง ทางที่ดีที่สุดคือคิดแต่เรื่องดี ไม่หยิบเรื่องขัดแย้งขึ้นมาเป็นประเด็น
ดังนั้น บทสรุปของการเลือกตั้งปี 2569 จึงชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่เกมที่ตัดสินกันในคูหาเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเกมที่วัดกัน หลังปิดหีบ เพราะเกมนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพรรคไหนได้คะแนนมากที่สุด แต่อยู่ที่การรวมเสียง และเดินเกมการเมืองได้เหนือกว่า ที่ต้องตามต่อว่ารัฐบาลใหม่จะหน้าเดิม หรือหน้าใหม่ ที่เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศ
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews





