จริงเหรอ! โพลเลือกตั้ง 8ก.พ.69 “น้ำเงิน แซง ส้ม”ได้?
ใกล้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 ภาพการเมืองไทยเริ่มชัดขึ้นจากผลสำรวจความคิดเห็นของหลายสำนักโพล ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของคะแนนนิยมพรรคการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการแข่งขันระหว่างพรรคใหญ่ อย่างพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย
ที่ล่าสุด ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการนิด้าโพล มีการวิเคราะห์กระแสการเลือกตั้ง ว่า ภาพรวมยังสอดคล้องกับโพลก่อนหน้านี้ คือ พรรคภูมิใจไทย มีแนวโน้มขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง
ในระดับประเทศ แม้คะแนนนิยมรวมจะอยู่ที่ประมาณ 21–22 เปอร์เซ็นต์ แต่ถือว่าเป็นคะแนนที่กระจายตัวได้ดีในหลายภูมิภาค และมีโอกาสแปลงเป็นจำนวนที่นั่ง สส.ได้มาก
ขณะที่พรรคประชาชน แม้จะยังคงมีฐานคะแนนแข็งแรงในกรุงเทพมหานคร และมีโอกาสสูงที่จะกวาดที่นั่ง สส. เขตได้ถึง 32–33 เขต แต่ไม่ส่งผลต่อภาพรวมจำนวน สส.ทั้งประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน พรรคประชาชน กำลังเผชิญแรงกดดันในต่างจังหวัด โดยเฉพาะเขตเมืองของจังหวัดสำคัญ เช่น ชลบุรี และเชียงใหม่ ที่โพลชี้ว่ามีแนวโน้มจะเสียที่นั่งให้กับพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทย ส่งผลให้ภาพรวมจำนวน สส.ระดับประเทศเริ่มลดลง แม้กระแสในเมืองหลวงยังแรงก็ตาม
สำหรับสนามกรุงเทพฯ นักวิชาการชี้ว่า พรรคอื่นที่ต้องการแย่งที่นั่งจากพรรคประชาชน จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ “เลือกเขต เจาะเขต” เพราะการกระจายกำลังทั่วทั้งเมืองไม่สามารถสู้คะแนน
ที่กระจุกตัวได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พรรคประชาชนยังได้เปรียบในเมืองหลวง แต่เริ่มเสียพื้นที่ในภูมิภาค
เมื่อรวมภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน นักวิเคราะห์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “น้ำเงินแซงส้ม” โดยพรรคภูมิใจไทย ขึ้นนำในภาพรวมประเทศ ขณะที่พรรคประชาชนยังคงนำในกรุงเทพฯ แต่กำลังถอย
ในต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลโพล จนกระทบการทำงาน โดยระบุว่า คะแนนเพิ่มขึ้น
ย่อมเป็นกำลังใจ แต่พรรคยึดโพลภายในของตัวเอง และไม่ประมาท พร้อมยอมรับว่า ผลโพลที่ดีขึ้น ทำให้ลูกพรรคมีความคึกคักมากขึ้น
ขณะเดียวกัน หากพิจารณาตัวเลขคาดการณ์จากโพลในช่วงเวลาที่ต่างกัน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยข้อมูล ณ วันที่ 11 มกราคม 2569 คาดว่า พรรคประชาชน
จะได้ถึง 192 ที่นั่ง ตามด้วยพรรคเพื่อไทย 103 และพรรคภูมิใจไทย 93 ที่นั่ง แต่ข้อมูล ณ วันที่ 20 มกราคม 2569 กลับประเมินว่า พรรคภูมิใจไทยจะพุ่งขึ้นเป็น 150 ที่นั่ง
ขณะที่พรรคประชาชนลดลงเหลือ 130 และพรรคเพื่อไทย 90 ที่นั่ง
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คะแนนนิยมพรรคประชาชนลดลง คือกรณีผู้สมัคร สส. 2 ราย ถูกจับกุมในคดีเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์และฟอกเงิน ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือน
ต่อภาพลักษณ์พรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ชูแคมเปญ “มีเทาไม่มีเรา ไทยไม่เทา” และเน้นการสื่อสารเช่นนี้ในทุกเวที แต่การมีบุคคลสีเทาอยู่ในพรรค กลับทำให้สารดังกล่าวไม่สามารถขายได้เหมือนเดิม
แม้ล่าสุด นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ จะออกมาให้ความเป็นธรรมกีบพรรคประชาชน ที่ถูกพุ่งเป้า ซึ่งได้ย้ำว่า รายชื่อ 10 นักการเมืองที่เกี่ยวข้องทุนสีเทา
ไม่ได้กระจุกตัวอยู่พรรคใดพรรคหนึ่ง และไม่ใช่เกมการเมืองในช่วงการเลือกตั้ง แต่กระแสดังกล่าวก็ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะที่ พรรคเพื่อไทย เองก็ต้องเร่งเครื่องเรียกคะแนนนิยมคืน โดยเฉพาะในภาคเหนือ ซึ่งโพลจังหวัดเชียงใหม่ ยังเป็นรองพรรคประชาชน แม้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ
พรรคเพื่อไทย จะยืนยันว่า พรรคมีโพลภายในที่ยังนำอยู่ และมองว่าเป็นแรงผลักให้ต้องทำงานหนักขึ้น โดยขณะนี้เน้นการย้ำพื้นที่ และใช้ความได้เปรียบจากการทำงานของ สส. เขตที่ลงพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้โพลหลายสำนักจะเริ่มชี้ทิศทางเดียวกัน แต่ การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ยังไม่จบ คะแนนนิยมยังสามารถเปลี่ยนได้ในช่วงโค้งสุดท้าย และคำตอบสุดท้าย ยังคงอยู่ในมือประชาชนที่คูหาเลือกตั้ง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews





