Home
|
คลิปข่าวทั่วไป

เลือกแบบมียุทธศาสตร์ “ส้ม-น้ำเงิน-แดง” เลือกใคร?

 

 

 

เหลือเวลา20 วัน ก็จะถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ นักวิเคราะห์การเมือง ยังคงมองไปในทิศทางเดียวกัน ศึกครั้งนี้ มี 3 ตัวเต็ง คือ “ประชาชน-ภูมิใจไทย และเพื่อไทย” ที่น่าจะมีโอกาสเข้าวินคว้าชัยชนะ เป็นพรรคอันดับ 1 เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และในการตั้งรัฐบาล ก็มีตัวแปรสำคัญอีก 2 พรรค คือ “กล้าธรรม และ ประชาธิปัตย์” และในจังหวะการหาเสียงแบบเข้มข้น ของทุกพรรค ก็มีกระแสเลือกตั้งแบบมียุทธศาสตร์เกิดขึ้นอีกครั้ง เหมือนกับการเลือกตั้ง 2 ครั้งก่อน แต่ก็เกิดคำถามตามมาเช่นกันว่า เลือกแบบนี้ เป็นประชาธิปไตย มากน้อยเพียงใด ขัดกับหลักการ หรือไม่เป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

 

“เลือกตั้งแบบมียุทธศาสตร์” คืออะไร ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 มีนักวิชาการให้คำนิยาม “เลือกตั้งยุทธศาสตร์”เอาไว้ว่า คือ การที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้กับผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง ที่ตนเองคิดว่ามีโอกาสชนะมากที่สุด แม้คนนั้นอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ตนเองชื่นชอบที่สุดในอุดมคติ แต่เพื่อเป้าหมายใหญ่ คือป้องกันไม่ให้พรรคที่ตนเองไม่ต้องการ เป็นผู้ชนะ หรืออธิบายสั้นๆ ง่ายๆ คือ เป็นการเลือกตั้งที่มาจากความกลัว เช่น ไม่เลือกเราเขามาแน่ แต่ในทางกลับกัน “นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริเดชย์” พรรคเพื่อไทย เคยพูดถึงการเลือกตั้งแบบมียุทธศาสตร์ เอาไว้ก่อนการเลือกตั้งครั้งก่อน โดยระบุว่า “การเลือกตั้งอย่างมียุทธศาสตร์ ไม่ได้สร้างความกลัว แต่สร้างความหวัง เป็นการถอดบทเรียนในอดีตมาปรับใช้เพื่อบรรลุเป้าหมาย”

 

 

 

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ “การเลือกตั้งแบบมียุทธศาสตร์” จะถูกนำมาใช้อีก โดยครั้งนี้ ถูกหยิบบกขึ้นมาโดยฝ่ายแม่ยก กองเชียร์ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่ออกตัวว่ารักพรรคประชาธิปัตย์ แต่กลับพยายามปลุกใจให้เทคะแนน กากบาทให้กับพรรคสีน้ำเงิน และมีผู้สมัคร สส.ของพรรคภูมิใจไทย อย่าง “ธนกร วังบุญคงชนะ” ก็นำทฤษฏีนี้มาใช้เป็นเครื่องมือในการหาเสียง โดยระบุ”ต้องเลือกด้วยยุทธศาสตร์นะครับ รอบนี้จะแบ่งใจไปให้ใครไม่ได้แล้ว นายกฯ ต้องชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล เท่านั้น”

 

 

ในห้วงโค้งสุดท้ายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้ง แต่ละพรรค ทั้งพรรคใหญ่ พรรคเล็ก พรรคใหม่ รวมทั้งแคนดิเดตนายกฯ ยังมีโอกาสที่จะปรับกลยุทธ์ และยุทธศาสตร์ทางการเมืองให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อช่วงชิงกระแส คะแนนนิยม ตามแต่ละพรรคมีความถนัด ตลอดจนการเร่งเสริมจุดแข็ง ขจัดจุดอ่อนของตัวเอง เพื่อเพิ่มโอกาสในการคว้าชัยชนะ ซึ่ง”เลือกตั้งแบบมียุทธศาสตร์” อาจถูกหยิบยกมาใช้ในการปลุกระดมมวลชน ปลุกใจประชาชน ให้เปลี่ยนความคิด ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงอีกครั้ง เหมือนที่พรรคพลังประชารัฐ ประสพความสำเร็จแบบชั่วข้ามคืน เปลี่ยนป้าย เปลี่ยนสโลแกนหาเสียง ไม่กี่ชั่วโมงก่อนเข้าคูหา เมื่อปี 2562

 

 

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งแบบมียุทธศาสตร์ ก็ไม่ได้การันตี ว่าพรรคที่ใช้วิธีการหาเสียงแบบนี้ จะเป็นผู้ชนะในสนามเลือกตั้งเสมอไป เพราะปี 2566 ที่ผ่านมา “พรรคก้าวไกล” ที่ต่อมา กลายเป็นพรรคประชาชน ก็ทำให้เห็นมาแล้ว สามารถใช้กระแส และวิธีการของตัวเอง ในการพิชิตใจประชาชน ให้เทคะแนนกับพรรคส้ม จนเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะมาแล้ว ดังนั้น เลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ประชาชน จะ”เลือกตั้งแบบมียุทธศาสตร์” หรือจะเลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ ก็ล้วนเป็นความสวยงามของประชาธิปไตยทั้งสิ้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

 

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube