Home
|
คลิปข่าวทั่วไป

อำนาจสอบสวนคดีสินบนทอง เป็นของป.ป.ช.หรือตำรวจ

 

 

คดีสินบนทองคำที่มีการกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” และ กรรมการ ป.ป.ช. ร่วมด้วย ยังคงเป็นหนึ่งในคดีที่สังคมจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุด เกิดความเคลื่อนไหวสำคัญเมื่อ ทีมทนายความของบิ๊กโจ๊ก ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ ทบทวนอำนาจการไต่สวนคดี

 

โดยตั้งคำถามว่า คดีนี้ควรอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. หรือเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ประเด็นดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงข้อถกเถียงทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลโดยตรงต่อ ทิศทางคดี ความชอบธรรมของกระบวนการสอบสวน

 

นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ บิ๊กโจ๊ก ได้ยื่นหนังสือถึง ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้พิจารณาทบทวนอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการรับคำกล่าวหาและดำเนินการในคดีที่กรรมการป.ป.ช. เป็นหนึ่งใน ผู้ถูกกล่าวหาและขอให้มีคำสั่งไม่รับเรื่องไว้พิจารณา ในคดีติดสินบนทองคำ

 

โดยนายสัญญาภัชระ ได้ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตาม 6 ข้อที่ยื่นหนังสือไป โดยเนื้อหาหลักคือ การยื่นสอบถามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า มีอำนาจหรือไม่ในการรับคดีนี้ เพราะเนื่องจากเป็นคดีที่มีการกล่าวหาว่ากรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้กระทำความผิด โดยมีบุคคลอื่นเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ให้ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวทั้งนี้ เพื่อเป็นไปตามหลักนิติธรรมและความชัดเจนของกระบวนการยุติธรรม

 

หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจเฉพาะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งไม่รับคดีดังกล่าวไว้พิจารณา และดำเนินการตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ

 

แต่หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้มีคำสั่งคืนสำนวนให้พนักงานสอบสวนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมระบุเหตุผลแห่งคำสั่งโดยชัดแจ้งว่า เป็นกรณีที่ต้องดำเนินการตามกลไกและเขตอำนาจเฉพาะตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง

 

ทางด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การร้องเรียนถือว่าเป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา
เนื่องจากเป็นการต่อสู้ในมุมของข้อกฎหมายที่ต่างฝ่ายพยายามหาความชอบธรรม โดยพนักงานสอบสวนก็ไม่ได้กังวลในเรื่องนี้

 

ส่วนกรณี ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำพยานหลักฐานในชั้น ป.ป.ช. มาแถลงต่อสื่อมวลชน ซึ่งเป็นหลักฐานที่อยู่ในสำนวน จะหมิ่นเหม่มีความผิดหรือไม่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องชี้แจงเรื่องนี้ เพราะสังคมในปัจจุบันมีเพจอวตารและแอคหลุมที่ให้ข้อมูลที่บิดเบือน จึงต้องออกมาชี้แจงเท่าที่ทำได้ โดยไม่กระทบต่อการสืบสวนสอบสวน

 

ส่วนกรณีที่ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บอกว่าสำนวนจาก ป.ป.ป. ส่งไปให้ ป.ป.ช. แล้ว ควรจะเดินหน้าส่งไปยังประธานรัฐสภาตามขั้นตอน เพราะมีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ตำรวจทำตามขั้นตอนกฎหมายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และ พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 61

 

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ย้ำว่า เรื่องนี้มีการชี้แจงไปหลายครั้งแล้ว และสำนวนดังกล่าวถูกส่งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการแล้ว และหาก ป.ป.ช. ส่งสำนวนกลับมาให้ตำรวจทำ ก็พร้อมดำเนินการตามกฎหมายส่วนจะกล่าวหาว่าชอบหรือมิชอบ เป็นสิทธิในการต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหา จะให้การยังไงก็ได้เพื่อให้ตัวเองพ้นผิด รวมถึงจะแสดงออกยังไงก็ได้ ไม่ต้องสนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

 

อย่างไรก็ตาม ทิศทางคดีหลังจากนี้ ต้องรอดูท่าทีของ กรรมการ ป.ป.ช. ว่า จะรับสำนวนคดีนี้ไว้สอบสวนเอง หรือ ส่งเรื่อง ให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ แต่ไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใดคดีนี้จะมีการตีความโดยผู้รู้ด้านกฎหมาย เกี่ยวกับความชัดเจนของขอบเขตอำนาจการสอบสวน ระหว่าง ปปช.กับองค์กรตำรวจ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube