ไทยเขมร “เปิดด่าน VS สร้างรั้ว” ทำอะไรก่อน ?
สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา ยังคงเปราะบาง แม้จะหยุดยิงตามข้อตกลง มีการส่งกลับเชลยศึก แต่ยังคงไว้วางใจอะไรไม่ได้ แม้นายกฯฮุน มาเนต จะส่งสัญญาณว่า สถานการณ์ดีขึ้น พร้อมที่จะเปิดด่านแล้วก็ตาม แต่ฝ่ายมั่นคงยังพบเขมรมีความเคลื่อนไหวผิดปกติ มีการเสริมกำลัง เติมกำลังเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ประกาศไม่ยอมรับเส้นเขตแดน ตลอดจนฟ้องนาชาติ ว่าไทยใช้กำลังทหารยึดพื้นที่ ขณะ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกุล แสดงท่าทีหมางเมินชัดเจน ยืนยันไทยมีสิทธิ์ปกป้องอธิปไตย และจะไม่ทำอะไรให้เกิดการเสียเปรียบหรือเสียประโยชน์ อย่างเด็ดขาด
ประเด็นความมั่นคงชายแดน โดยเฉพาะ ไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยหลัก ที่มีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ พรรคภูมิใจไทย ของนายกฯ”อนุทิน”มีการนำเสนอนโยบายชัดเจน เกี่ยวกับการสร้างรั้ง สร้างกำแพงชายแดน และเหมือนจะได้คะแนนนิยมจากเรื่องนี้สูงมาก
ต่างจาก พรรคประชาชน ที่”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ไปพูดในการดีเบตว่ารั้วปูนไม่สามารถป้องกันโดรนได้ รั้วไม่สามารถป้องกันเขมรลักลอบมาวางทุ่นระเบิดได้ แต่ควรใช้เทคโนโลยี และการบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจังในการแก้ปัญหา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในแนวคิดเรื่องรั้วชายแดนอย่างชัดเจน จาก 2 พรรค ที่ถูกจับตาว่าจะเข้าป้ายเป็นอันดับ 1 และ 2
ประเด็นเปิดด่านชายแดน มีการถกเถียงเป็นวงกว้าง ตั้งแต่การหยุดยิงครั้งก่อน เมื่อครั้ง”ภูมิธรรม เวชยชัย” ยังเป็นรักษาการนายกฯ มี สส.จากพรรคประชาชน หลายคน เรียกร้องให้มีการ “เปิดด่านเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านและเศรษฐกิจ พร้อมอธิบายว่าการเปิดด่าน ไม่ได้หมายถึงการเสียดินแดน แต่เป็นการแก้ปัญหาปากท้อง และการปิดด่านสร้างผลเสียมากกว่า ซึ่งก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและกองทัพแสดงท่าทีไม่ยอม
ขณะเดียวกัน ฝั่งกัมพูชา โดย”สมเด็จ ฮุนเซน” ก็ยั่วยุอยู่บ่อยครั้ง ว่ากัมพูชาไม่เคยลดตัวขอให้ไทยเปิดด่าน ไทยจะปิดอีก 100 ปี หรือ 500 ปี กัมพูชาก็ไม่ล่มสลายด่านจึงปิดยาวจนจบการสู้รบรอบ 2 และเป็น”ฮุน มาเนต” ลูกชายกลับทำตรงข้ามกับพ่อ อ้อนขอให้เปิดด่าน พร้อมอ้างสถานการณ์คลี่คลายแล้ว
จะว่าไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเปิดด่าน หรือ สร้างรั้ว สร้างกำแพง หรือแม้กระทั่งเรื่อง MOU 43 และ 44 ที่มีการศึกษาอย่างกว้างขวางในสภา มีทั้งคนสนับสนุนให้ยกเลิก และคงไว้ล้วนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก และเป็นโจทย์ทีท้าทายรัฐบาลใหม่ ที่จะเข้ามา หลังการเลือกตั้ง ต้องเป็นผู้ตัดสินใจ อย่างกล้าหาญ และเด็ดขาด บนผลประโยชน์ของประเทศไทย
ดังนั้น การที่ “ฮุน เซน” ประกาศไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในพื้นที่ชายแดน ที่เกิดจากการปะทะ พร้อมเรียกร้องให้ประชุม JBC เดินหน้าสำรวจเขตแดนตามกรอบ MOU 43 ในเดือนม.ค.2569 ที่เสียมราฐ แต่ฝ่ายไทยตอบไปแล้ว ต้องรอรัฐบาลใหม่ หรือการฟ้องต่อนานาชาติ ไทยใช้กำลังยึดดินแดน ตลอดจน ข้อเรียกร้องของ พล.อ.เตรีย เสรย ฮา ข้อหนึ่ง ในการประชุมGBC ที่ขอให้คนกัมพูชา และทหารกัมพูชา กลับไปในพื้นที่เดิมก่อนการสู้รบ แต่ฝ่ายไทยไม่ยอมรับ ล้วนเป็นชุดความเจ้าเล่ห์ ของเขมร ที่พยายามจะเอาดินแดนของไทยทั้งสิ้น
แต่เมื่อ 2 แนวทางไม่ได้ผล จึงมีการอ้อนขอเปิดด่าน จาก “ฮุน มาเนต” ซึ่งเหมือนเป็นการโยนโจทย์ข้อใหญ่ กลับมาให้รัฐบาลของ “อนุทิน” อีกครั้ง ว่าจะตัดสินใจอย่างไร จะยอมเปิดด่านตามข้อเรียกร้องของเขมร ในห้วงเวลานี้ หรือจะเล่นเกมชาตินิยมต่อไป เพื่อกอบโกยคะแนนอีกระลอกในการเลือกตั้ง และรอให้มีรัฐบาลใหม่มาตัดสินใจ ส่วนหาก”อนุทิน” ได้กลับมาใหม่อีกครั้งก็คงต้องชั่งใจ อีกเช่นกันว่า การเปิดด่าน หรือ การสร้างรั้ว ชายแดน จะไรควรเกิดขึ้นก่อน …
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews





