ภารกิจการเก็บกู้ระเบิด บริเวณแนวชายแดนไทย- กัมพูชา มีหน่วยงานหลัก ที่รับผิดชอบ คือ กองกำลังบูรพา ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ที่ยังคงเดินหน้าดำเนินการตรวจสอบค้นหาวัตถุระเบิดที่คาดว่าตกค้างในพื้นที่บริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว
โดยหน่วยได้จัดกำลังพลและยุทโธปกรณ์ได้แก่ รถถากถางหุ้มเกราะ ดี5 , เครื่องจักรสนับสนุนกวาดล้างทุ่นระเบิด พร้อมเจ้าหน้าที่ช่างสนาม ซึ่งผลการเก็บทุ่นระเบิดตกค้างในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 10 ต.ค.68 ถึงปัจจุบันนี้ สามารถตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวม 7 ทุ่น ซึ่งตรวจสอบแล้วเป็นทุ่นระเบิดเก่า
ข้อมูลจาก กองกำลังบูรพา ระบุว่า ชุดเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้ปฏิบัติการตามแผนเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ บ.หนองหญ้าแก้ว เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยครอบคลุมอธิปไตยของไทยทั้งหมด ส่วนผลการปฏิบัติงาน ทำพื้นที่ให้ปลอดภัย เจ้าหน้าที่ได้ทําการใช้รถถากถางเคลียร์พื้นที่ปฏิบัติการ หลังทำการตรวจค้นโดยชุดตรวจค้นวัตถุระเบิด จำนวน 1,393 ตารางเมตร
รวมทั้งได้ใช้เครื่องจักรรื้อถอนเพิงพักชาวกัมพูชาในพื้นที่จำนวน 1 หลัง ซึ่งปัจจุบันไม่ได้มีผู้อาศัยอยู่ การดำเนินการดังกล่าว เป็นตามภารกิจเพื่อสร้างความปลอดภัยในพื้นที่อธิปไตยของไทย
สำหรับภารกิจของการเก็บกู้วัตถุระเบิดและสถิติที่ตรวจพบเหล่านี้สะท้อนถึงปริมาณและความหลากหลายของวัตถุระเบิดที่ผู้ปฏิบัติงานต้องเผชิญ ทั้งที่ระเบิดแล้วยังเหลือชิ้นส่วนที่อันตราย หรือวัตถุที่ยังไม่ทำงาน
ข้อมูลที่ทหารไทยตรวจพบทุ่นระเบิดแนวชายแดน นั้น สามารถใช้เป็นข้อมูลอ้างอิง ที่นำไปแสดงให้เห็นนานาอารยประเทศ รับรู้ว่า กัมพูชา กระทำละเมิดสนธิสัญญาออตตาวา อย่างชัดเจน โดย สนธิสัญญาออตาวา หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการ “อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามการใช้ การเก็บ การผลิต และการถ่ายโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และการทำลายทุ่นระเบิด
ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ของไทย สามารถส่งหนังสือประท้วง ข้อมูลข้อเท็จจริงเหล่านี้ ไปยังองค์การสหประชาชาติ (UN), เลขาธิการ UN, สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) เพิ่มเติม เพื่อให้รับทราบและเรียกร้องให้คำนึงถึงสิทธิอธิปไตยไทย
และประเทศไทยสามารถใช้เวที UNSC ในการแถลงข้อเท็จจริงให้ชุมชนนานาชาติรับรู้เกี่ยวกับการยิง การวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ไทยของไทย
ข้อมูลจากแหล่งข่าวชายแดนไทย-กัมพูชาระบุว่า กัมพูชามีการเคลื่อนไหวเชิงยุทธวิธี ด้วยการฝังทุ่นระเบิด ในพื้นที่ยุทธศาสตร์และจัดเก็บไว้ในคลังอาวุธโดยไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ ทั้งที่ตามอนุสัญญา รัฐภาคีต้องทำลายคลังเก็บทุ่นระเบิดทั้งหมดภายในเวลาที่กำหนด และห้ามใช้อย่างเด็ดขาด
การกระทำนี้จึงเข้าข่ายละเมิดอย่างชัดเจน พฤติกรรมดังกล่าวไม่เพียงบั่นทอนความน่าเชื่อถือของกัมพูชาบนเวทีโลก แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงในภูมิภาค และเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของพลเรือนในพื้นที่ชายแดน
ด้วยข้อเท็จจริงเหล่านี้ ไทยสามารถอ้างถึงการกระทำของกัมพูชา ต่อเวทีโลก ทั้งเรื่องการวางทุ่นระเบิดในเขตไทย การยิงข้ามแดน การใช้วัตถุระเบิดในพื้นที่ที่ควรเป็นเขตปลอดภัย เพื่อให้ประชาคมโลกให้มีการตรวจสอบ หรือใช้มาตรการทางการทูต เพื่อกดดันให้มีการตอบโต้ทางกฎหมายระหว่างประเทศ
สำหรับภาพรวมภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้เต็มไปด้วยความเสี่ยงและเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์และการเมือง แต่ถือเป็นการแสดง “ความรับผิดชอบเพื่อความปลอดภัยของประชาชน” ที่เจ้าหน้าที่ทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่อาจหยุดชะงัก
และในเวลาเดียวกัน ก็เป็นพื้นที่ ที่ไทยต้องใช้หลักนานาชาติเป็นเครื่องมือในการชี้แจง ขยายผล และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประเทศไทยควบคู่กันไปด้วย
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews