ยกเลิก บำนาญ สส.ผลประโยชน์ ความเหลื่อมล้ำ

Video คลิปข่าวทั่วไป

 

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อหนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี ผู้จุดประเด็นยกเลิกอาหารฟรี สส. และ สว.เพื่อประหยัดงบประมาณ ให้ สส. และสว.แต่ละคนรับผิดชอบจ่ายค่าอาหารกันเอง จนนำไปสู่การยกเลิกได้สำเร็จ ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการปัดฝุ่นกวาดบ้านตัวเอง เมื่อเสนอยกเลิกบำนาญ สส.และ สว. อีกครั้ง โดยระบุว่า เป็นกองทุนอภิสิทธิ์ ที่เอาเปรียบประชาชน พร้อมเรียกร้องให้เพื่อน สส. และ สว.เสียสละ ด้วยการยกเลิกสิทธิประโยชน์ดังกล่าว

 

“หมอวรงค์” ระบุว่า “กองทุนสวัสดิการของอดีต สส.และ สว.” เป็นกองทุนที่สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้พิจารณากฎหมาย และออกระเบียบกันเอง เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อประชาชน เพราะปัจจุบันสมาชิกจ่ายเงินสมทบเพียงเดือนละ 3,500 บาท แต่กลับได้รับสวัสดิการที่ทะลุเพดาน

ประกอบด้วย

1.เงินทุนเลี้ยงชีพ หรือ บำนาญ ได้รับเงินดูแลไปตลอดชีวิตหลังพ้นตำแหน่ง,

2.ค่ารักษาพยาบาลและตรวจสุขภาพ เบิกได้สูงสุดถึง 1.3 แสน บาทต่อปี,

3.เงินช่วยเหลือบุตร สามารถเบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้ 2 คน จนถึงระดับก่อนปริญญาตรี,

4.กรณีทุพพลภาพ ได้รับเงินบำนาญตามข้อ 1 และรับเงินเพิ่ม อีกเดือนละ 15,000 บาท

และ 5.กรณีถึงแก่กรรม ครอบครัวจะได้รับเงินก้อนช่วยเหลือ 200,000 บาท

ซึ่งเป็นการเอาเปรียบประชาชน โดยระเบียบนี้ มีการปรับแก้ไข ในปี 2567 สมัยรัฐบาล”เศรษฐา ทวีสิน” ซึ่งเอื้อประโยชน์อย่างมหาศาลต่อ สส.และ สว. เพราะ หากดำรงตำแหน่งเพียง 1 ปีขึ้นไปแล้วมีการยุบสภา จะได้รับบำนาญเริ่มต้นที่ 21,300 บาทไปตลอดชีวิต หรือหากอายุการทำงานสูงถึง 24 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินสูงถึง 42,700 บาทต่อเดือนตลอดชีพ โดยปัจจุบันมีอดีต ส.ส. และ ส.ว.ยื่นรับสิทธิ์ 1,291 คน จากฐานสมาชิกทั้งหมด 3,832 คน ซึ่งหากสมาชิกมาใช้สิทธิ์ครบทั้งหมด ภาระงบประมาณอาจพุ่งสูงแตะเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งในการอภิปรายของ “หมอวรงค์” สร้างแรงสั่นสะเทือนให้เพื่อนสมาชิกเป็นอย่างมาก

“จุติ ไกรฤกษ์” สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย คนบ้านเดียวกันกับ”หมอวรงค์” และเป็นอดีตศิษย์เก่าพรรคประชาธิปัตย์ เหมือนกัน แต่ตอนนี้แยกทางกันเดิน คัดค้านอย่างเต็มที่ โดยระบุ”ไม่เห็นด้วย” กับข้อเสนอให้ยกเลิกบำนาญนักการเมือง เพราะหากยกเลิกจะทำให้คนดีไม่กล้าอาสาเข้ามาทำการเมือง

พร้อมให้เหตุผลที่ชัดเจน ประกอบด้วย บำนาญคือหลักประกันชีวิตหลังพ้นตำแหน่ง ถือเป็นสวัสดิการพื้นฐานของผู้ที่เคยทำงานการเมือง,ช่วยลดแรงจูงใจทุจริต หากไม่มีหลักประกันรองรับ อาจทำให้นักการเมืองบางส่วนหันไปแสวงหาผลประโยชน์ระหว่างดำรงตำแหน่งเพื่อสร้างความมั่นคงให้ตัวเองในอนาคต,และเสนอให้มีการปรับปรุง แทนการยกเลิก เช่นกำหนดคุณสมบัติให้ชัดเจน ปรับลดสวัสดิการบางส่วน ป้องกันการเอาเปรียบ และลดความเหลื่อมล้ำ ขณะที่ สส.พรรคเศรษฐกิจ ประกาศไม่รับบำนาญ และอยู่เคียงข้าง”หมอวรงค์”

ขณะที่ นักวิชาการชื่อดังกลายคนก็แสดงความคิดเห็นในประเด็นการยกเลิกบำนาญ สส. และ สว.ในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป แต่คำถามที่น่าสนใจคือ กรณี สส.บางคนอ้างว่า “บำนาญ คือหลักประกันหลังพ้นตำแหน่ง”ช่วยให้คนดี ๆ อยากเข้ามาในสภา แล้ว “ประชาชนอาชีพต่าง ๆ แรงงาน เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า ข้าราชการ มีหลักประกันอะไร ที่มากมายและฟุ่มเฟือยจากภาษีประชาชนบ้าง นอกจากเงิน 600-700 บาทต่อเดือน จากการทำงานมาทั้งชีวิต

แต่ สส.และ สว.กลับออกแบบกฎหมายที่มากอภิสิทธิ์ เพื่อตัวเอง ให้อยู่เหนือคนทั้งประเทศ ดังนั้น การยกเลิกระบบบำนาญสส.และ สว.ที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน และให้สมาชิกรัฐสภา แต่ละคนสามารถเลือกได้เองว่า จะรับบำนาญภายใต้ระบบประกันสังคม หรือรับเบี้ยยังชีพคนชรา เมื่ออายุถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด จึงน่าจะเหมาะสมกว่า

อย่างไรก็ตาม ในประเด็น”ยกเลิก บำนาญ สส.-สว.” หลังมีการนำเสนอในสภาแล้ว ก็กลายเป็นกระแสสังคม ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างหนักเป็นวงกว้าง โดยฝั่งหนึ่งสนับสนุน”หมอวรงค์” สมควรยกเลิก เพราะเป็นภาระภาษีประชาชน สามารถประหยัดงบประมาณของประเทศได้ ส่วนฝั่งที่ไม่เห็นด้วย มองว่าเป็นหลักประกัน และช่วยลดแรงจูงใจทุจริต ซึ่งต้องติดตามว่า ในประเด็นนี้ จะได้บทสรุปออกมาในรูปแบบใด…

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่