ตลอดระยะเวลากว่า 1 เดือนที่ผ่านมา วิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงต่อเนื่อง ได้กลายเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งต้องเผชิญทั้งแรงกดดันจากประชาชน ความกังวลเรื่องปริมาณน้ำมัน และภาระค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ช่วงเริ่มต้นของวิกฤต ประชาชนจำนวนมากไม่มั่นใจว่าประเทศจะมีน้ำมันใช้เพียงพอหรือไม่ ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นรวดเร็ว และท่าทีของรัฐบาลยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะเมื่อมีภาพประชาชนต่อคิวหน้าปั๊มน้ำมัน และบางพื้นที่มีการจำกัดการเติม แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าปริมาณน้ำมันยังเพียงพอ
วาทกรรมแรกของนายกรัฐมนตรี คือ การยืนยันว่า “ไม่มีปัญหาขาดแคลนน้ำมัน” ระบุว่าการนำเข้าน้ำมันดิบยังเป็นไปตามปกติ และไม่ได้ลดกำลังการผลิต แต่ยอมรับว่าความวิตกกังวลของประชาชน ทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นผิดปกติ โทษประชาชนกักตุน
ต่อมา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ไม่มีไอ้โม่ง” ที่อยู่เบื้องหลังการกักตุนน้ำมันหรือปั่นราคา พร้อมชี้ว่าเกิดจากความกังวลของประชาชนเป็นหลัก พร้อมกำชับให้กระทรวงพลังงานเร่งสื่อสารสร้างความเข้าใจ และตั้งชุดเฉพาะกิจตรวจสอบการกักตุนทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นผู้กำกับดูแล เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลน
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราชดเชย และปรับขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท ในช่วงกลางดึกวันที่ 25 มีนาคม เพื่อลดภาระกองทุนและรักษาเสถียรภาพระยะยาว ซึ่งนายกรัฐมนตรีระบุว่า ต้องปล่อยราคาดีเซลเป็นไปตามกลไกตลาด และไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าราคาจะขึ้นถึงลิตรละ 50 บาทหรือไม่
ท่ามกลางราคาน้ำมันที่สูงขึ้น นายกรัฐมนตรี เลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า และเชิญชวนประชาชนหันมาใช้รถ EV เพราะประหยัดและลดมลพิษ แต่กลับกลายเป็นกระแสดราม่าในสังคมออนไลน์ โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นแก้ปัญหาแบบคนรวย #รวยไม่ไหวแล้ว พร้อมกับมีการย้อนถึงวาทกรรมในการหาเสียง ที่ระบุว่า “พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว“
ภายหลังแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลได้จัดงาน Meet the Press ในหัวข้อ “1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม” โดยนายกรัฐมนตรี ได้ใช้โอกาสนี้ยกมือไหว้ พร้อมกล่าวขอโทษประชาชนต่อสถานการณ์วิกฤตและความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการราคาน้ำมัน และยอมรับว่ารัฐบาลไม่น้ำมันแพง สามารถแบกรับภาระราคาน้ำมันด้วยการอุ้มไว้ตลอดไปได้
นอกจากนี้ ยังมีถ้อยคำที่สะท้อนท่าทีเข้มข้นมากขึ้น เมื่อพบขบวนการลักลอบนำน้ำมันไปขายให้กัมพูชา โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่า “ก็เลวครับ” และเรียกการกระทำดังกล่าวว่า “เป็นการขายชาติ” พร้อมสั่งการปราบปรามอย่างจริงจัง เพราะถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
ส่วนข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลเอื้อประโยชน์นายทุน นายกรัฐมนตรี ตอบชัดว่า ”รัฐบาลมาจากประชาชน และไม่มีทางปกป้องใครมากกว่าคนที่เลือกตนเข้ามาบริหารประเทศ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลตระหนักดีว่ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร“
แม้ต้องเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง นายกรัฐมนตรีระบุว่ายังคงพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็น ทั้งคำตำหนิและข้อเสนอแนะ เพราะในฐานะผู้นำประเทศ ย่อมต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนตรวจสอบได้
และจะเห็นได้ว่า ตลอด 1 เดือนของวิกฤตราคาน้ำมัน ไม่เพียงเป็นบททดสอบด้านเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนภาวะผู้นำ การสื่อสาร และความเชื่อมั่นของรัฐบาล ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังผันผวน และความคาดหวังของประชาชนที่ยังคงจับตาทุกมาตรการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคำพูดจากปากของผู้นำประเทศ…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews