นอกจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางแล้ว สถานการณ์การเมืองไทยในช่วงนี้ ก็ร้อนระอุไม่ต่างกัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นผลพวงมาจากการขาดแคลนน้ำมัน และมีการตรวจพบการกักตุนน้ำมัน ก่อนที่จะมีการประกาศขึ้นราคาต่อเนื่อง อีกทั้งในเวลาไม่ถึง 10 วัน หากนับตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. จนถึงวันที่ 3 เม.ย. ราคาน้ำดีเซลพุ่งสูงขึ้นถึงลิตรละ 14.80 บาท และล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ลงพื้นที่ตรวจสอบ คลังน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ภาคใต้ แล้วพบพฤติการณ์น่าสงสัย ทั้งการกักตุนน้ำมันผิดปกติ ปริมาณน้ำมันไม่ตรงกับบัญชี ส่อแววเก็งกำไร และลักลอบจำหน่าย
จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ต่อการทำงานของรัฐบาล การตั้งคนที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนด้านน้ำมัน เข้ามาดูแลเอง และที่สังคมในโลกออนไลน์พุ่งเป้าไปมากที่สุด ก็คือ กรณีของ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กับธุรกิจปั๊มน้ำมัน PTG Energy หรือ “ปั๊ม PT” โดยประเด็นหลักอยู่ที่ข้อสงสัยเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” จากการถือหุ้น และการกำกับนโยบายพลังงานของรัฐบาล
จุดเริ่มต้นของกระแสดราม่า เกิดขึ้นหลังการปรับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า ผู้กำหนดนโยบายมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานหรือไม่ โดยมีข้อมูลว่า นายพิพัฒน์ ยังถือหุ้นในบริษัท “รัชกิจ โฮลดิ้ง” ของครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักใน PTG และมีการเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันหลายระดับ ทั้งคลังน้ำมัน ผู้ค้าน้ำมัน และบริษัทขนส่งน้ำมัน
ขณะเดียวกัน กระแสโลกออนไลน์ยิ่งร้อนแรงขึ้น เมื่อมีการเรียกร้องให้ “แบนปั๊ม PT และกาแฟพันธุ์ไทย” พร้อมตั้งข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จนเกิดแรงกดดันทางการเมือง และข้อเสนอให้เปลี่ยนผู้ดูแลนโยบายพลังงาน
“พิพัฒน์” ออกโรงชี้แจงว่า ตนเองเป็นเพียงผู้ถือหุ้น และไม่ได้เข้าไปบริหารธุรกิจมานานกว่า 20 ปี พร้อมย้ำว่า ไม่เคยใช้ข้อมูลราชการเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจครอบครัว และพร้อมถอยจากการกำกับดูแลด้านพลังงาน หากสังคมเห็นว่าไม่เหมาะสม
จากนั้นนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบในประเด็นนี้ และคิดว่าจะให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาทำหน้าที่ในส่วนนี้แทน “พิพัฒน์” เพื่อให้เกิดความสบายใจ กับประชาชนและตัวเอง “พิพัฒน์”เอง แต่ก็ตั้งเป็นประธานกรรมการเฉพาะกิจบริหารจัดการน้ำมันช่วงสงกรานต์ ให้ประชาชนคาใจอีก
อย่างไรก็ตาม ยังมีการเปิดเผยข้อมูลทรัพย์สินว่า กลุ่มธุรกิจของ”ครอบครัวรัชกิจประการ” ถือหุ้นผ่านบริษัทโฮลดิ้ง ซึ่งถือหุ้นใน PTG สัดส่วนกว่า 25% และมีธุรกิจพลังงานและโลจิสติกส์จำนวนมาก ทำให้ประเด็นความเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐถูกตั้งคำถามอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับกรณีของ”ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ซึ่งเคยถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง สส. จากการถือหุ้นในบริษัทสื่อ แม้จะโอนหุ้นก่อนการเลือกตั้ง โดยศาลเห็นว่า การถือหุ้นสื่อ เป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(3) และทำให้สมาชิกภาพ สส. สิ้นสุดลง
กรณีดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญ คือ การป้องกันไม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใช้อิทธิพลจากธุรกิจสื่อเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ประกอบคำวินิจฉัย
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและผู้สังเกตการณ์มองว่า ทั้งสองกรณีมีความแตกต่างกันในเชิงกฎหมาย เพราะคดีของ”ธนาธร”เป็น “ลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญโดยตรง” ขณะที่กรณีของ”พิพัฒน์” เป็นประเด็น “ผลประโยชน์ทับซ้อนเชิงจริยธรรม” ซึ่งยังต้องพิจารณาจากบทบาทหน้าที่และโครงสร้างการถือหุ้นเป็นรายกรณี
แม้ข้อเท็จจริงทางกฎหมายจะต่างกัน แต่กระแสสังคมยังคงตั้งคำถามถึงมาตรฐานเดียวกันของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และระบบการเมืองไทย ว่า “เส้นแบ่งระหว่างธุรกิจกับอำนาจรัฐ” ควรชัดเจนเพียงใด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะยาว อีกทั้ง คาดว่า “พิพัฒน์” จะกลายเป็นเป้ากระสุนสังหารของฝ่ายค้าน ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภาในเร็วๆนี้ด้วย…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews