2 วันก่อน “นายกฯอนุทิน ชาญวีรกุล” ตั้ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง นั่งเป็นประธาน คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ คตร.ซึ่งมี “อำนาจ หน้าที่”ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนด “ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด”ของน้ำมัน โดยมีชื่อ “เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ ร่วมคณะด้วย เหมือนจะเป็นการยอมรับตามกระแสสังคม ที่กดดัน และต่อต้าน “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” แต่คล้อยหลังไม่นานก็มีอีกคำสั่งออกมา คือ “นายกฯหนู” ยังอุ้ม “พิพัฒน์”เหมือนเดิม ตั้งให้เป็นประธาน คณะกรรมการบริหารการจัดส่งน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั้งที่ก่อนหน้านี้ “พิพัฒน์” ก็ออกตัว ขอไม่กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน เพราะสังคมไม่ยินดีไปแล้วก็ตาม
กลายเป็นว่า นายกฯดึงฟืนออกจากกองไฟ แต่ดันเอาไปวางบนกองฟาง เพราะช่วงสงกรานต์ เป็นห้วงเวลาเดินทางของพี่น้องประชาชนคนไทย เพื่อกลับไปเฉลิมฉลอง และท่องเที่ยว ปัญหาน้ำมันขาดแคลน จึงเป็นเป้าโฟกัส ของผู้คน ว่าจะกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่ รวมถึงราคาน้ำมันที่แพงขึ้นต่อเนื่อง ที่ปัจจุบัน ดีเซล จะแพงกว่าเบนซินแล้ว จะกระทบกับแผนการเดินทางของประชาชนมากน้อยเพียงใด ซึ่ง”พิพัฒน์”ถูกโจมตีผลประโยชน์ทับซ้อน อยู่แล้ว อาจถูกถล่มหนักกว่าเดิม
เอาเป็นว่า ตอนนี้ เรื่องน้ำมัน อาจต้องฝากความหวังไว้กับ “2 เอก” ทั้ง “เอกนิติ” ในฐานะประธาน คตร. และ รัฐมนตรีคลัง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ ปตท.อาจมีข่าวดีให้กับประชาชนได้บ้าง โดยจุดยืนของ “เอกนิติ” เกี่ยวกับ เรื่องน้ำมันก่อนหน้านี้ คือ ไทยต้องยอมรับความจริง ถึงภาวะที่โลกเปลี่ยนไปแล้ว เราอยู่แบบเดิมไม่ได้ อุดหนุนราคาน้ำมันแบบเดิมก็ไม่ได้ ต้องปล่อยให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลอด ไม่อย่างนั้นจะเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต สร้างปัญหา ระยะยาวได้ และมีแนวคิดสนับสนุนในการพัฒนาพลังงานสะอาด ถือเป็นสัญญาณจากคนที่คลุกคลีกับเรื่องน้ำมันผ่านกระทรวงการคลังมาตลอดชีวิต เคยเป็นอธิบดีสรรพสามิต มาก่อน ย่อมรู้ดีว่า รายได้จากภาษีน้ำมัน มีความสำคัญ กับประเทศมากน้อยเพียงใด
ขณะจุดยืนของ”เอกนัฏ”ชัดเจนไม่เห็นด้วยกับการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันในช่วงกลางคืน เพราะทำให้ประชาชนไม่สามารถวางแผนเติมน้ำมันได้ทัน หากในอนาคตมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาน้ำมัน ควรประกาศในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ประมาณ 18.00 น. รวมถึงยังมีแนวคิดที่จะใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.น้ำมันเชื้อเพลิงฯ ทบทวนสูตรราคาหน้าโรงกลั่น และกำหนดเพดานค่าการกลั่นให้อยู่ที่ 3-4 บาทต่อลิตร ตั้งเป้าให้มีผลก่อนช่วงสงกรานต์ รวมถึงเสนอให้เปิดข้อมูลเรียลไทม์สกัดกักตุน โดยวางคิวนัดประชุมในวันที่ 7 เม.ย.นี้ นี่คือจุดยืนก่อนได้รับแต่งตั้งเป็น คตร.
จากจุดยืนทั้ง 2 คน ก่อนที่มีการประชุม คตร.นัดแรก เมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา มองเผินๆ “เอกนิติ” เป็นฝ่ายบุ๋น ฉายภาพกว้างได้ชัดเจน นำเสนอแผน และวิธีการที่จะทำค่อนข้างชัดเจน เจ็บแต่จบ และไม่รุนแรง ยังมีอาการประณีประนอม ต่างจาก “เอกนัฏ” ท่าทีออกจะแข็งกร้าวเล็กน้อย ทั้งการจะทบทวนสูตรราคาหน้าโรงกลั่น จะกำหนดเพดานแค่ 3-4 บาท รวมถึงประเด็นการแจ้งปรับราคาน้ำมันช่วงกลางคืน ตลอดจน เปิดข้อมูลเรียลไทม์นั้น เหมือนเป็นการเอาระเบิดไปทิ้งบอมบ์ใส่นายทุนพลังงานในทันที อาจมีเอฟเฟคตามมา เมื่อเข้ากระทรวงเป็นทางการ
ต้องจับตาว่า หลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ “เอกนิติ และ เอกนัฏ” ศึกษาจะเป็นอย่างไร ผลการศึกษาต้องรายงานคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา ภายใน 15 วัน ตามคำสั่งนายกฯ ในการตั้ง คตร. ส่วนท้ายที่สุดแล้ว คำตอบที่ได้จะถูกใจประชาชน หรือไม่ ราคาน้ำมัน จะถูกลง จะลดลงได้หรือไม่ เพราะตอนนี้ ดีเซล จะ 50 บาทต่อลิตรแล้ว ต้องรอติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งหาก นายกฯหวังจะให้มีการทุบค่าการกลั่นลง กระชากราคาน้ำมันลงมาเพื่อเอาใจประชาชน ก็ควรให้นโยบายในการทุบราคาลงให้ชัดเจน เพื่อเป็นใบเบิกทางให้ “2เอก” จัดการได้เต็มที่แบบไม่ต้องเกรงใจใครอีกต่อไป …
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews