ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 1 เดือน ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะราคาพลังงานน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการขนส่ง และนำไปสู่การปรับขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในหลายรายการ สร้างแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน ความคาดหวังจึงถูกส่งตรงมายังรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ประชาชน หวังให้เข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องอย่างเร่งด่วน
ย้อนกลับไปช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทย ชูทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ โดยเฉพาะชื่อของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ หรือ “ซุปเปอร์จี” ซึ่งเป็นรองนายกรัฐบมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ถูกมองว่า เป็นความหวังในการดูแลค่าครองชีพ และช่วยฟื้นความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ แต่ยังไม่ทันเริ่มงานเต็มที่ ก็ต้องเผชิญกระแสดราม่าทันที หลังให้สัมภาษณ์ว่า “น้ำมันคุมไม่ได้ แต่สินค้าต้องไม่แพง” พร้อมระบุว่า ราคาน้ำมัน อยู่นอกเหนืออำนาจกระทรวงพาณิชย์ แม้ต้นทุนพลังงานจะสูงขึ้น แต่จะคุมเข้มไม่ให้สินค้าปรับขึ้นแบบฉวยโอกาส
คำกล่าวดังกล่าว จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะหลายฝ่ายมองว่า สวนทางกับสถานการณ์จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องเผชิญ กับปัญหาค่าครองชีพ และยังสะท้อนถึงการบริหารจัดการในภาวะวิกฤตพลังงาน ของรัฐบาลด้วย
ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ที่สามารถกำกับดูแลแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันได้ พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมไม่ใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่มีอยู่ และมองว่าการอ้างไม่มีอำนาจ อาจทำให้การแก้ปัญหาไม่เดินหน้า
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายการเมืองก็ออกมาตอบโต้ทันที โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมัน อาจเข้าข่ายทำเกินหน้าที่และผิดกฎหมาย พร้อมชี้แจงว่าประเด็นนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน อีกทั้งรัฐบาลยังอยู่ในช่วงรักษาการ และยังไม่มีอำนาจเต็ม
“ถ้าขืนไปทำตามที่ นายพีระพันธุ์ พูด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะผิดกฎหมายเสียเอง นายพีระพันธุ์ ก็เป็นนักกฎหมาย มีหรือจะไม่รู้ หรือทำไปทั้งหมดเพื่อต้องการวางกับดัก ขุดบ่อล่อปลา พร้อมกับหาแสงไปในตัว แบบ 2-in-1 ปัญหาคือ เรื่องนี้อยู่ในมือกระทรวงพลังงาน แล้ว นายพีระพันธุ์ เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการ มีอำนาจเต็ม ดูแลโครงสร้างพลังงานมาตั้งหลายปี เห็นโครงสร้างราคาหมด จะถูกจะแพงนอกจากท่านรู้ ท่านยังมีอำนาจจัดการ แล้วทำไมท่านไม่ทำ หรือทำไมไม่ทำให้มันเสร็จ จะมาเก่งอะไรกับรัฐบาลที่ยังไม่มีอำนาจเต็มด้วยซ้ำ”
ดราม่ายังไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อเพจดัง CSI LA ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่นางศุภจีสำเร็จการศึกษา โดยอ้างว่าเป็นมหาวิทยาลัยห้องแถวในลอสแอนเจลิสที่ปิดตัวไปแล้วตั้งแต่ปี 1991 ทั้งที่ในยุคนั้น ก็มีมหาลัยดีๆ ให้เลือกอีกมาก แต่กลับเลือกที่นี่ มันส่อให้เห็นอะไรบางอย่าง ทำให้เกิดข้อสงสัยในโลกออนไลน์ จนนางศุภจี ชี้แจงว่า เรียนจริง จบจริง และการที่มหาวิทยาลัยปิดในภายหลังไม่ใช่ประเด็น พร้อมย้ำว่ามีประสบการณ์ทำงานและผลงานในองค์กรต่าง ๆ มากมาย และยังมองว่า เป็นเรื่องไร้สาระมาก จากการตั้งข้อสังเกตของเพจดังกล่าวจนเกิดดราม่า และทำให้นางศุภจี ถึงกับเกิดอาการเมาหมัดไม่ใช่น้อย เพราะมีเรื่องมาต่อเนื่องแบบไม่ได้พัก แต่ต้องเร่งสร้างเชื่อมั่นกลับคืนมา
โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 นางศุภจี ได้เร่งเดินหน้านโยบาย “ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ” โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดโครงการที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อบรรเทาภาระประชาชน ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้ประกอบการโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ เพื่อนำสินค้าจำเป็นมาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด
แม้มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นความพยายามลดแรงกดดันด้านค่าครองชีพ แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ ว่าการรับมือกับวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจในระยะยาว จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้หรือไม่ เพราะในสถานการณ์ที่ค่าครองชีพพุ่งสูง ความคาดหวังของประชาชนไม่ได้อยู่เพียงคำอธิบาย แต่ต้องการเห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และนั่นคือบททดสอบสำคัญของ “ซุปเปอร์จี” ที่ต้องพิสูจน์ฝีมือท่ามกลางแรงกดดัน ทางการเมืองและกระแสสังคมที่ยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews