การเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกจับตาตั้งแต่วันแรก เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองต้องเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง โดยย้อนกลับไปในช่วงรัฐบาลเฉพาะกิจ ก่อนการเลือกตั้งเพียง 2 เดือน ก็เจอบททดสอบสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดินช่วงที่ประเทศเจอภาวะวิกฤต
โดยน้ำแรก ที่นายกฯอนุทิน เจอ คือ น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ถ้าหากวัดปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักมีโอกาสเกิดขึ้นเพียง 1 ครั้งในรอบ 300 ปี ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจ การท่องเที่ยว และการขนส่งสินค้าในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาอย่างหนัก ซึ่งถือเป็นบททดสอบแรกด้านความเชื่อมั่นต่อผู้นำประเทศในช่วงสั้น ๆ ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง
น้ำที่สอง คือ น้ำมัน ซึ่งเกิดขึ้นแบบสดๆร้อนๆ หลังนายอนุทิน กลับมาดำรงตำแหน่งนายกฯ อีกครั้ง ที่ต้องเผชิญวิกฤตพลังงานจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลจากสถานการณ์ความตึงเครียดและการสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกโดยตรง
ที่แน่นอนว่า ความไม่พอใจของประชาชนเริ่มปรากฏชัดขึ้น จากการที่รัฐบาลบอกว่าไทยมีน้ำมันเพียงพอ แต่กลับดูไม่โปร่งใส หรือเอื้อนายทุนใหญ่ กักตุนน้ำมันไว้ขายช่วงขึ้นราคา เนื่องจากมีภาพสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งติดป้าย “น้ำมันหมด อยู่ระหว่างขนส่ง”
และจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในวันที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันแบบก้าวกระโดด ในช่วงกลางวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทันที และสร้างแรงกระเพื่อมต่อภาคขนส่ง ภาคธุรกิจ และผู้บริโภคในวงกว้าง ภาพประชาชนเร่งเติมน้ำมันก่อนราคาปรับขึ้น ถูกแชร์อย่างรวดเร็วในสื่อสังคมออนไลน์
ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า วิกฤตซ้ำซ้อนทั้งภัยธรรมชาติและวิกฤตพลังงาน กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อรัฐบาล และส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในระยะสั้น
และน้ำที่สาม คือ น้ำคำ ของฝ่ายบริหาร ทั้งของตัวนายกฯ อนุทิน ที่พูดออกมาในช่วงที่ประเทศกำลังเกิดวิกฤต ประชาชนต้องการความเชื่อมั่น แต่กลับโยนความผิดไปที่ประชาชน ว่าสาเหตุที่น้ำมันขาดแคลน เกิดจากประชาชนเกิดความกังวล ตื่นตระหนก แห่กักตุน ทั้งที่ก่อนหน้ามีคำสั่งห้ามกักตุน ห้ามนำแกลลอนไปเติม และไหนจะบอกว่า “ไม่มีไอ้โม่ง มีแต่ประชาชนกักตุน” หลังมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีกลุ่มทุนกักตุนน้ำมันเพื่อหวังผลกำไร โดยนายกฯ อนุทิน ยังคงย้ำว่าเป็นผลมาจากความกังวลของประชาชนที่ทำให้อุปสงค์พุ่งสูงขึ้นจากเดิมวันละ 67 ล้านลิตร เป็น 84 ล้านลิตร ก่อนจะออกมา”ขอโทษประชาชน บริหารน้ำมันเกิดความปั่นป่วน” ในเวที Meet the Press เมื่อวานนี้ (28 มี.ค. 69) โดยยอมรับความผิดพลาดในการคาดการณ์สถานการณ์โลกในช่วงแรกที่คิดว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะไม่ลากยาว
ขณะที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะที่กำกับดูแลด้านพลังงานน้ำมัน ที่ล่าสุด ได้กล่าวตอบโต้คนที่ตำหนิการทำงานของรัฐบาลในช่วงน้ำมันแพง ว่า “พวกท่านทำอะไรบ้าง ไม่ใช่สักแต่วิจารณ์” รัฐบาลสู้เต็มที่ภายใต้ข้อจำกัดและวอนให้ผู้ที่เก่งจริงช่วยเสนอแนะวิธีแก้ปัญหาแทนการด่าเพียงอย่างเดียว จนเป็นวลีที่ถูกแชร์ต่อมากที่สุดในโซเชียลมีเดีย ส่วนประเด็นที่ประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทกลางดึก ก็ระบุว่า “ผมก็ไม่ทราบมาก่อน” ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนที่มองว่ารัฐบาลขาดการควบคุมสถานการณ์
นอกจากนี้ ยังคำพูดของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่กล่าวในช่วงวิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ว่า “ทุกคนต้องปรับตัว เรื่องของทัศนคติ ใช้ชีวิตในแบบที่พอเพียงขึ้น” ซึ่งสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาชน เพราะมองว่าเป็นการ “โทษชาวบ้าน” และเป็นการ “ผลักภาระ” ให้ประชาชนแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นเพียงลำพัง แทนที่รัฐบาลจะเร่งหามาตรการช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการแนะนำให้ “พอเพียง” หรือ “ปรับทัศนคติ”
ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องเผชิญบททดสอบสำคัญนอกจากวิกฤตน้ำมันท่วมใหญ่ และน้ำมันแพงแล้วยังต้องเจอวิกฤติการสื่อสาร การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนด้วย…
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews