สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทย ล่าสุด สัญญาณเตือนภัยเริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อรัฐบาลตัดสินใจงัด “มาตรการขั้นเด็ดขาด” ออกมาใช้ นั่นคือ การสั่งดึงน้ำมันสำรองตามกฎหมายเข้าสู่ระบบเพื่อยับยั้งภาวะขาดแคลน คำถามสำคัญคือ สถานการณ์ตอนนี้ “เอาอยู่” จริงหรือไม่ หรือเรากำลังก้าวเข้าสู่วิกฤตพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ?
เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” อาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 สั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันนำ”น้ำมันสำรอง” ออกมาให้บริการแก่ประชาชนทันที เพื่อให้เกิดความทั่วถึงและรวดเร็ว
ด้านกระทรวงมหาดไทยขยับรับลูกทันที นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัดไปจนถึงนายอำเภอทั่วประเทศ ให้ลงพื้นที่ตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน และการแสดงราคาจำหน่าย หากพบการจำหน่ายผิดปกติหรือกักตุน จะดำเนินการตามกฎหมายขั้นสูงสุด พร้อมสั่งการให้โรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันรายงานยอดจำหน่ายแบบ “วันต่อวัน” ก่อนเวลา 18.00 น. เพื่อเฝ้าระวังไอ้โม่ง ที่อาจฉวยโอกาสในยามวิกฤต
หันมาดูข้อมูลจากฝั่งพลังงาน “สราวุธ แก้วตาทิพย์” อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ยืนยันว่า ปัจจุบันไทยยังมีน้ำมันสำรองเพียงพอใช้ได้ไม่น้อยกว่า 103 วัน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลระบุว่า ปริมาณการใช้ดีเซลพุ่งสูงจากปกติ 70 ล้านลิตร ไปแตะที่ 100 ล้านลิตรต่อวันในบางช่วง เนื่องจากความตื่นตระหนก
แม้รัฐจะยืนยันว่าน้ำมันมีพอ แต่การลงพื้นที่ตรวจสอบ 8 จุดล่าสุด พบความผิดปกติที่คลังน้ำมันเอกชนใน จ.อ่างทอง เรื่องการออกใบกำกับขนส่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่ง ศบก. กำลังเร่งสอบสวนว่าเป็นการจงใจกักตุนหรือโยกย้าย น้ำมันผิดกฎหมายหรือไม่
ทว่าในมุมของนักวิชาการ กลับมองว่ามาตรการเหล่านี้เป็นเพียง “การกินยาพาราแก้โรคมะเร็ง” โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย ออกมาจี้ให้รัฐบาลกล้าใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินพลังงาน เพื่อรื้อโครงสร้างผูกขาดทุนใหญ่
อาจารย์อุ๋ยเสนอ 5 มาตรการรุกหนัก เช่น การเปิดเสรีนำเข้าพลังงานโดยรัฐโดยตรง (G2G), การระงับสูตรอิงราคาตลาดโลกชั่วคราว และการเก็บ “กำไรส่วนเกิน” จากบริษัทพลังงานมาช่วยประชาชน แทนการก่อหนี้กองทุนน้ำมัน พร้อมย้ำว่า รัฐบาลอย่าโยนบาปให้ประชาชนเป็นแพะกักตุนน้ำมัน เพราะประชาชนไม่มีศักยภาพพอจะกักตุนน้ำมันปริมาณมหาศาลได้
วันนี้ “สัญญาณ” ชัดเจนแล้วว่า รัฐบาลเริ่มใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นขึ้นเพื่อพยุงสถานการณ์ แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือความเชื่อมั่นของประชาชน และความกล้าหาญของรัฐบาลในการเผชิญหน้ากับโครงสร้างราคา พลังงานที่เป็นธรรม หากสงครามยืดเยื้อ น้ำมันสำรอง 103 วันอาจเป็นเพียงแค่เวลาที่นับถอยหลังสู่บททดสอบที่ใหญ่กว่าเดิม
ติดตามสถานการณ์กันต่อว่า มาตรการ “ดึงน้ำมันสำรอง” จะช่วยให้ภาพป้าย “น้ำมันหมด” หายไปจากปั๊มน้ำมันได้จริงหรือไม่
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews