หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 แต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 อันเนื่องมาจากกรณีการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก และสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจคลังน้ำมันของผู้ประกอบการตามมาตรา 7 (ผู้ค้ารายใหญ่) จำนวน 8 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ปทุมธานี และสมุทรสาคร เพื่อให้น้ำมันเชื้อเพลิงมีจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันได้ตามปกติ
จากรายงานกำลังการผลิตมีเพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ หากพบมีการกระทำผิดซ้ำเติมประชาชนในช่วงวิกฤติจะดำเนินการตามกฎหมายโดยเฉียบขาด
พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งในส่วนของโรงกลั่นน้ำมัน คลังน้ำมัน สถานีบริการน้ำมัน รวมถึงกำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบทั้งทางบกและทางทะเลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคาน้ำมันเขียวสูงกว่าราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการ ซึ่งอาจเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบจำหน่ายข้ามชาติ หรือนำน้ำมันเถื่อนมาจำหน่ายให้เรือประมง อันส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
พล.ต.ท.รุทธพล ยังกล่าวด้วยว่า ตอนนี้เราตั้งทีมงานขึ้นมาดูในเรื่องนี้ ซึ่งได้ลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้มีการ ประชุมมอบนโยบายให้กับคณะทำงาน พร้อมออกคำสั่งเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาน้ำมัน ซึ่งเราได้ลงมาในพื้นที่จริงและทำอย่างเต็มที่แล้ว ก็จะทราบว่าน้ำมันที่คงคลังอยู่ที่ปริมาณเท่าไหร่และจำหน่ายไปเท่าไหร่ ซึ่งตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี จะต้องสรุปและรายงานไปที่กรมธุรกิจพลังงาน โดยมีชุดของตำรวจและกรมการปกครองที่ดำเนินการตรวจสอบ จากปลายทางและรายงานขึ้นมาอีกครั้ง แต่ในเรื่องของความรู้สึกรัฐบาลได้มอบนโยบายอย่างเต็มที่แล้ว และเราขอมาพูดถึงเรื่องของข้อมูลกันมากกว่า
ขณะที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังจากได้ปล่อยเรือ “ชัยจินดา” พร้อมเรือตรวจการณ์น่านน้ำไทย จำนวน 30 ลำ ปฏิบัติการตรวจสอบน่านน้ำไทย ลาดตระเวนอย่างเข้มข้นป้องกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับการลักลอบขนน้ำมัน ผลการปฏิบัติไม่พบการลักลอบขนน้ำมันออกนอกราชอาณาจักรผ่านเรือแท็งเกอร์ แต่เจ้าหน้าที่สามารถบุกจับกุมการลักลอบจำหน่ายน้ำมันเถื่อนให้แก่เรือประมงกลางทะเลได้อย่างทันท่วงที โดยได้บูรณาการการตรวจสอบร่วมกับกรมสรรพสามิตดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
นอกจากนี้ ในระหว่างปฏิบัติภารกิจ เรือตรวจการณ์ยังได้เข้าช่วยเหลือลูกเรือประมงสัญชาติเวียดนาม จำนวน 2 ราย ที่ประสบเหตุเรืออับปางกลางทะเล นำขึ้นเรือชัยจินดาได้อย่างปลอดภัย
นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้ร่วมกันปล่อยเรือตรวจการณ์ “ปทุมวัน 3” พร้อมกำลังพลชุดปฏิบัติการพิเศษ เพื่อออกลาดตระเวนน่านน้ำไทย มุ่งเน้นการป้องปรามการลักลอบขนน้ำมัน และสกัดกั้นการกระทำความผิดในทุกมิติ
ทางด้าน พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เน้นย้ำข้อสั่งการขั้นเด็ดขาดไปยังเจ้าหน้าที่ ศปนม.ตร. และกองบังคับการตำรวจน้ำ ให้เอ็กซเรย์พื้นที่และตรวจสอบการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับเรือประมง หรือน้ำมันเขียว อย่างรัดกุมที่สุด พร้อมคาดโทษหากพบการปล่อยปละละเลย โดยกำชับให้รายงานผลการปฏิบัติการแบบวันต่อวัน หากตรวจพบผู้กระทำความผิด ให้ดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายโดยไม่มีการละเว้น
ขณะที่ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ติดตามตรวจสอบให้ผู้ค้าน้ำมันแสดงราคาจำหน่ายอย่างชัดเจน ตรวจสอบความถูกต้องของปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ในครอบครอง และปริมาณการจำหน่ายจริงและให้รายงานข้อมูลไปยังกรมธุรกิจพลังงานภายในเวลา 18.00 น. ทุกวัน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews