สงครามยืดเยื้อ ขอประหยัดพลังงาน พลัสยกกำลัง2

คลิปข่าวทั่วไป Video

 

ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) รายงานสถานการณ์ ล่าสุดว่า ความขัดแย้งยังคงทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีรายงานการโจมตีระหว่างหลายประเทศในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีเลบานอนจากอิสราเอล รวมถึงการโจมตีในอิหร่าน จากอิสราเอลและสหรัฐ ในขณะที่กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ยังคงถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยอิหร่าน อย่างต่อเนื่องเช่นกัน แม้ว่าส่วนใหญ่จะสามารถสกัดกั้นได้ก็ตาม

 

แต่สถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” ที่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนและมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ด้านมาตรการรับมือภายในประเทศ นางสาวพัชรี จงรักษ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาพยุงราคา เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน พร้อมทั้งเร่งจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม และเน้นการพึ่งพาพลังงานภายในประเทศมากขึ้น

 

พร้อมกันนี้ ได้เดินหน้ามาตรการ “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2” โดยขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานสูง ให้ปรับแผนการใช้พลังงานในระยะสั้น 1-3 เดือน เช่น การปรับเวลาเดินเครื่องจักร และการควบคุมอุณหภูมิในสถานประกอบการ

 

ในส่วนของภาครัฐ ได้ตั้งเป้าลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 10 ตามมติคณะรัฐมนตรี ด้วยการส่งเสริมการทำงานจากที่บ้าน หรือ Work From Home และการประชุมออนไลน์ เพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ยังมีมาตรการจูงใจ เช่น การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ที่สามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 200,000 บาท

 

รวมถึงโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการ หรือ Co-pay ที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนเครื่องจักรประสิทธิภาพสูง ร้อยละ 20-30 วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย และในภาคขนส่ง ยังสนับสนุนการปรับปรุง
ระบบโลจิสติกส์ เพื่อลดการใช้พลังงาน โดยมีวงเงินช่วยเหลือสูงสุด 2 ล้านบาทต่อสถานประกอบการ

 

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังได้ร่วมมือกับสถาบันการเงิน เพื่อปล่อยสินเชื่อสำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อช่วยลดต้นทุนในระยะยาว

 

ด้านการดูแลค่าครองชีพ นางสาวกนิษฐา กังสวนิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมมาตรการดูแลทั้งด้านราคาและปริมาณสินค้าอย่างใกล้ชิดโดยพาณิชย์จังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ได้ลงพื้นที่ติดตามราคาสินค้าและบริการเป็นรายวัน เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา หรือการกักตุนสินค้า

 

ในส่วนของราคาน้ำมันหน้าปั๊ม มีการบูรณาการทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด และกระทรวงพลังงาน หากพบการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรมหรือไม่สอดคล้องกับต้นทุน จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยมีโทษจำคุกสูงสุด 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

สำหรับภาคการเกษตร กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า ปัจจุบันยังมีสต๊อกปุ๋ยเพียงพอใช้ได้ถึงเดือนพฤษภาคม และยังสามารถควบคุมราคาได้ พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการจัดหาวัตถุดิบเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้เกษตรกรปรับสูตรการใช้ปุ๋ย ลดการพึ่งพาการนำเข้า และหันมาใช้จุลินทรีย์มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนในระยะยาว พร้อมกันนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับราคา จะมีมาตรการช่วยเหลือ เช่น ปุ๋ยธงเขียว

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า สินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน แต่ขอความร่วมมือให้ใช้จ่ายอย่างประหยัดและเหมาะสม

 

หากพบการขายสินค้าเกินราคา หรือไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะเป็นกุญแจสำคัญในการพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคง

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews