จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง โยสหรัฐอเมริกาจับมืออิสราเอลโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องหลายวัน สังหารระดับผู้นำสูงสุดอิหร่าน และมีประชาชนเสียชีวิตจำนวนมาก โดยสถานการณ์โลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียดสงครามยกระดับความขัดแย้ง และยังไม่รู้ว่าจะจบตรงไหนและเมื่อไหร่
ในส่วนของประเทศไทย มีการหารือมาตรการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะการรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญที่เป็นสถานที่เชิงสัญลักษณ์อย่างสถานทูต ของประเทศคู่ขัดแย้ง
โดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงมาตรการดูแลความปลอดภัย สถานที่สำคัญและชาวต่างชาติในประเทศกลุ่มคู่ขัดแย้ง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่สหรัฐอเมริกา และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้เข้มงวดการดูแลความปลอดภัยชาวตะวันออกกลางที่อยู่ในประเทศไทย โดยแบ่งเป็น 4 ส่วน
ส่วนแรก คือ ตรวจสอบรวบรวมข้อมูลชาวต่างชาติในกลุ่มประเทศคู่ขัดแย้งว่าพำนักอยู่ที่ไหน ทั้งในส่วนของฝ่ายที่อาจเป็นผู้กระทำและฝ่ายที่เป็นผู้ถูกกระทำ ก็จะปรากฏข้อมูลอยู่ในสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
ส่วนที่ 2 คือ สถานที่ที่เป็นที่รวมตัวจัดกิจกรรมให้ตำรวจสันติบาล, ตำรวจพื้นที่, สตม. และตำรวจท่องเที่ยว เป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ
ส่วนที่ 3 คือ ในจังหวัดที่มีการรวมตัวกันบ่อย ตามที่ทราบกันในข่าว ก็จะมีการเฝ้าระวังเป็นพิเศษด้วย
ส่วนที่ 4 คือ สถานที่ทำงาน จะมีตำรวจสันติบาลและตำรวจนครบาลดูแลเฝ้าระวัง
สำหรับการดูแลความปลอดภัยสถานทูตประเทศคู่ขัดแย้ง รวมถึงประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบครั้งนี้ ยังไม่ได้มีการประสานจากตัวแทนสถานทูตในการขอเพิ่มกำลังดูแลความปลอดภัยแต่อย่างใด แต่ตนเองได้สั่งการให้ตำรวจนครบาลเพิ่มความเข้มเป็นพิเศษในช่วงนี้แล้ว โดยเน้น 3 ประเทศหลัก คือสหรัฐอเมริกา, อิสราเอล และอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ได้มีการเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้มีการผสมโรงสร้างสถานการณ์ทั้งในเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อาจสวมรอยก่อเหตุความไม่สงบในช่วงนี้ด้วย
พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวย้ำ (ผบ.ตร.) สั่งการด่วนไปยังหน่วยต่าง ๆ เพื่อให้การป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดในทางอาญา
การรักษาความสงบ เรียบร้อย ความมั่นคงในราชอาณาจักร และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ โดย ได้สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยบุคคล สถานที่สำคัญ และสถานที่ราชการ
โดยประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ เหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ติดตามสถานการณ์ และสืบสวนหาข่าวคนต่างด้าวที่อาจก่อเหตุ หรือกระทำความผิดกฎหมายที่จะส่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ หรือผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะประเทศเฝ้าระวัง รวมทั้งเพิ่มความเข้มในการลาดตระเวน ตั้งจุดตรวจ-จุดสกัด ตามช่องทางเข้าออกตามแนวชายแดน ช่องทางธรรมชาติ ท่าข้ามต่าง ๆ
รวมทั้งเตรียมมาตรการรองรับณ ท่าอากาศยาน ในกรณีมีการเดินทางรับคนไทยกลับเข้าประเทศไทย จัดเตรียมแผนเผชิญเหตุและมาตรการรองรับความแออัดในพื้นที่ท่าอากาศยานในกรณีฉุกเฉิน โดยประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำหรับนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ให้ตำรวจท่องเที่ยวช่วยเหลือแนะนำ ผ่านสายด่วน 1155 และจัดล่ามแปลภาษารองรับการสื่อสาร
ทางด้าน นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสมช. ย้ำว่าให้ตำรวจ และหน่วยงานด้านการข่าว ติดตามเฝ้าระวัง สถานที่ประเทศคู่ขัดแย้ง เอกอัครราชทูตและตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ซึ่งตำรวจเตรียมการรองรับไว้เบื้องต้นแล้ว และจะมีมาตรการเพิ่มเติม ติดตามบุคคลที่เข้าออกประเทศไทย ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการสนับสนุนความไม่เรียบร้อย
และในพื้นที่ท่องเที่ยวหรือจุดเสี่ยงที่มีชาวอเมริกา หรืออิหร่านอาศัยอยู่นั้น ทุกคนก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยฝ่ายความมั่นคงจะติดตามดูความปลอดภัยของชาวต่างชาติที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่อยู่ในไทย อย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นประเทศอะไรก็ตาม ขณะเดียวกันยังต้องมีมาตรการ ป้องกันภัยไซเบอร์ โดยหน่วยงานการข่าว ทั้งตำรวจและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะช่วยดูในเรื่องเทคนิคที่จะต้องไปตรวจสอบ เพราะบางครั้งโซเชียลนำไปบิดเบือนและสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้น ระหว่างกลุ่มคนฝ่ายต่างๆที่อาจมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews