อิหร่าน-ทรัมป์-ยุโรป ความสัมพันธ์ที่แตกหัก?

Hot Clips Video

 

 

สถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน เดินทางมาถึงวันที่ 7 แล้ว และขยายวงกว้าง ไปทั่วตะวันออกกลาง อีกทั้งอาจกำลังลุกลามไปยังยุโรป เมื่อโดรนพลีชีพของอิหร่านตกใกล้กับท่าอากาศยานนานาชาตินัคชีวาน ของอาเซอร์ไบจาน กลายเป็นสถานการณ์ระดับโลกที่หลายฝ่ายต่างจับตาเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุชที่สร้างความวิตกกังวลว่า ราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน และก๊าซ จะพุ่งสูงขึ้นจนกระทบกับเศรษฐกิจ และชีวิตประจำวันของคนทั้งโลก

 

แต่จากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราอล ต่ออิหร่าน เพียง 1 วัน นับจากการเจรจานิวเคลียร์ล่ม ไม่เพียงแต่จุดไฟสงครามในตะวันออกกลางให้ลุกโชน แต่ยังกำลังสั่นคลอนรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และชาติพันธมิตรเก่าแก่ในยุโรปอย่างรุนแรง เพราะบรรดาผู้นำยุโรป หลายคนออกมาแสดงจุดยืน “ไม่ขอมีส่วนร่วม” ด้วยระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกันไป โดยมีสเปน เป็นหัวหอกสำคัญสั่งระงับไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในสเปน เพื่อปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ซึ่งท่าที่แข็งกร้าวของผู้นำสเปน ทำให้”โดนัลด์ ทรัมป์” ควันออกหู แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรง บอกว่าสเปนแย่มากประกาศจะตัดควมร่วมมือทางเศรษฐกิจทันที

 

ต่อมาประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส แม้จะเคยประณามโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านมาตลอด แต่ก็วิจารณ์การตัดสินใจของ”ทรัมป์”ว่าเป็นการกระทำที่อยู่นอกเหนือกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ” พร้อมกับประกาศว่าฝรั่งเศสจะไม่เข้าร่วมในการโจมตีอิหร่าน และเตือนว่าการบีบให้เกิด การเปลี่ยนระบอบการปกครอง โดยใช้กำลังทหารจะนำไปสู่ความโกลาหลที่ไม่มีใครควบคุมได้  อีกทั้งฝรั่งเศส ยังแสดงท่าทีที่อยากจะสะสมอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มแสนยานุภาพของตัวเองด้วย

 

เช่นดียวกับ สหราชอาณาจักร มิตรแท้ของสหรัฐฯมาอย่างยาวนาน เคยร่วมหัวจมท้ายกันมาตลอด ไม่ว่าสหรัฐฯ จะส่งทหารไปบุกที่ใดในโลก สหราชอณาจักร ก็จะเป็นผู้ตามที่ดีทุกครั้ง แต่ในครั้งนี้กลับตรงกันข้าม นายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ กลับแสดงท่าทีที่ต่งออกไป มีความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยปฏิเสธที่จะส่งฝูงบินเข้าร่วมโจมตี แต่อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพได้ เฉพาะภารกิจ”ป้องกัน”เท่านั้น ซึ่งสะท้อนว่า แม้อังกฤษ จะไม่พอใจโครงการนิวเคลียร์อิหร่านรังเกียจระบอบการปกครองของอิหร่าน แต่ก็ไม่ต้องการให้ตัวเองถูกลากเข้าไปอยู่ในสงครามโดยตรง

 

หรือแม้แต่ เยอรมนี ภายใต้การนำของ นายกฯ ฟรีดริช แมทซ์ ก็แสดงท่าทีว่า ความมั่นคงของโลกไม่สามารถสร้างได้ด้วยลูกระเบิดฝ่ายเดียว และเรียกร้องทุกฝ่ายหาทางออกที่ยั่งยืนด้วยการ กลับสู่โต๊ะเจรจา อีกทั้ง เยอรมนี ยังเป็ห่วงว่า สงครามตวันออกกลาง จะทำให้สงคราม ระหว่างยูเครน กับรัสเซีย ที่ยืดเยื้อมายาวนาน ถกลดความสำคัญลงไป ทั้งที่ในความเป็นจริง สงครามยูเครน กับรัสเซีย คือภัยคุกคามความมั่คงของยุโรปอย่างแท้จริง

 

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเทศชั้นนำในยุโรป อาทิ ตุรกี อิตาลี เบลเยียม รวมถึงกลุ่มประเทศนาโต้ ก็แสดงออกค่อนข้างชัดเจน ไม่ส่งกำลังไปรวม หรือสนับสนุนสหรัฐกัลอิสราเอล ในการโจมตีอิหร่านแต่เตรียมพร้อมสำหรับป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ที่อาจจะเกิดขึ้นกับชายแดนของตัวเองเท่านั้น ซึ่งท่าทีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ที่เคยใกล้ชิด ระหว่างชาติมหาอำนาจยุโรป กับสหรัฐฯที่เคยร่วมรบกัมมาหลายสมรภูมิในอดีต ทั้งอ่าวเปอร์เซีย,อัฟกานิสถาน กลับไม่เหมือนเดิม หรืออาจจะแตกหัก ในยุคของ”ทรัมป์” ที่โจมตี”อิหร่าน”

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews