สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น จากปฏิบัติการทางทหารของ สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล ต่อ อิหร่าน และการตอบโต้ที่ขยายวงกว้าง ล่าสุดได้ลุกลามกระทบเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกอย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ทำให้รัฐบาลไทยต้องเรียกประชุมด่วนประเมินผลกระทบทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และความมั่นคงภายในประเทศ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งแรกของปี ระบุชัดว่า หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสายหลักของโลกจะส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก และไทยจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับทันที เบื้องต้นมีแนวคิดระงับการส่งออกน้ำมันชั่วคราว เพื่อรักษาปริมาณสำรองในประเทศที่ปัจจุบันมีเหลือใช้ประมาณ 60 วัน
โดยข้อมูลจากนักวิชาการ รศ.ดร.คมสัน สุริยะ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์โทรคมนาคมและพลังงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ว่า น้ำมันดิบที่ไทยนำเข้าประมาณ 40% ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อีก 60%มาจากแหล่งอื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง นั่นหมายความว่า แม้เส้นทางดังกล่าวจะมีปัญหา ไทยยังมีน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาเติมได้บางส่วน
อย่างไรก็ตาม แบบจำลองสถานการณ์วิกฤตราคาน้ำมัน หรือ Oil Shock Simulator ประเมินกรณีเลวร้ายที่สุด หากไทยมีน้ำมันสำรองเหลือเพียง 38 วัน และไม่สามารถนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางได้เลย จะเหลือน้ำมันเติมเข้าสู่ระบบเพียง 60% ของความต้องการต่อวัน ภาวะเช่นนี้อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนก และผลักดันราคาน้ำมันพุ่งสูงได้ถึง 3 เท่า
แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักวิชาการย้ำว่า หากประชาชนลดการใช้น้ำมันลง ราคาก็จะไม่พุ่งแรงตามสมมติฐาน และแม้ในกรณีเลวร้ายที่สุด ไทยยังมีน้ำมันใช้ได้ต่อเนื่องถึง 130 วัน และหากมีสำรองเต็ม 60 วัน จะยืดระยะเวลาได้ถึง 190 วันถือว่านานพอให้สถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลาย
ด้าน ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายพลังงาน อธิบายเพิ่มเติมว่า ราคาน้ำมันหน้าปั๊มไม่ได้สะท้อนเฉพาะต้นทุนนำเข้าเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยภาษี เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าการตลาดดังนั้นแม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวน กลไกภายในประเทศยังมีเครื่องมือบริหารจัดการเพื่อลดแรงกระแทกต่อประชาชนได้ระดับหนึ่ง
ขณะเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้การเจรจาทางการทูต บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศพร้อมประเมินว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อ เพราะเป้าหมายของฝ่ายโจมตีอาจไม่ได้จำกัดเพียงประเด็นนิวเคลียร์ ขณะที่อิหร่านมีท่าทีตอบโต้ประเทศที่มีฐานทัพสหรัฐฯ ทำให้ความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น
สำหรับมาตรการความมั่นคงภายในประเทศ นายฉัตรชัย บางฉวด เลขาธิการ สมช. เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ตำรวจและหน่วยงานข่าวกรองเฝ้าระวังสถานเอกอัครราชทูตที่เกี่ยวข้อง รวมถึงติดตามบุคคลเข้า–ออกประเทศที่อาจเชื่อมโยงกับการก่อความไม่สงบ พร้อมจับตาการบิดเบือนข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจสร้างความแตกแยกในสังคม
สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ถนนข้าวสาร ยังสามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติ แต่เจ้าหน้าที่จะเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะสถานเอกอัครราชทูตของ สหรัฐอเมริกา อิหร่าน และ อิสราเอล
อีกหนึ่งประเด็นที่ฝ่ายความมั่นคงเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ กิจกรรม “Purim” หรือวันปูริม ซึ่งเป็นเทศกาลสำคัญของชาวยิว จัดขึ้นหลายจุดในกรุงเทพฯ ทั้งที่สมาคมชาวยิวแห่งประเทศไทย ย่านสุขุมวิท 22 ถนนพระอาทิตย์และโรงแรมย่านสุขุมวิท โดยมีพิธีทางศาสนาและกิจกรรมเฉลิมฉลอง เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่รัฐบาลไทยพยายามวางแผนเชิงรุก ทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ การทูต และความมั่นคงภายในประเทศ เพื่อจำกัดความเสียหายให้น้อยที่สุดท่ามกลางความผันผวนของโลก สิ่งสำคัญคือการสื่อสารข้อมูลอย่างรอบด้าน และการไม่ตื่นตระหนกเกินเหตุ เพราะจากการประเมินล่าสุด ไทยยังมีศักยภาพรองรับสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง พร้อมต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews