Home
|
Hot Clips

นโยบาย“เงินหมื่นสู่เศรษฐีเงินล้าน”เพื่อไทยทำได้?

 

 

จากเวทีปราศรัยหาเสียงใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ หน้าลานพารากอน ของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 23 ม.ค.69 ที่ผ่านมา มีการประกาศนโยบายเด็ด “เศรษฐีเงินล้าน”มาเป็นนโยบายเรือธง หวังดึงคะแนนเสียงในช่วงโค้งสุดท้าย ที่อาจปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นนโยบายประชานิยม ที่ถือเป็นงานถนัดของพรรคเพื่อไทย ที่เน้นเงินในมือประชาชนตั้งแต่โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 หมื่น ซึ่งพรรคเพื่อไทย ประกาศเป็นนโยบายหลักในช่วงการเลือกตั้ง ปี 66 ที่ถูกวางให้เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อเพิ่มกำลังซื้อ กระตุ้นการใช้จ่ายในระดับชุมชน ซึ่งเม็ดเงินจะหมุนในระบบเศรษฐกิจฐานรากช่วยร้านค้าเล็ก ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงาน

 

แม้มีเสียงคัดค้าน แต่เมื่อพรรคเพื่อไทย มาเป็นรัฐบาลได้เดินหน้าโครงการแจกเงินหมื่น แต่รูปแบบไม่เป็นไปตามที่หาเสียงไว้ ทั้งเรื่องการไม่กู้เงินและการให้สิทธิประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไปทุกคน ต่อมารัฐบาลแพทองธาร ปรับโครงการใหม่เป็น “โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ” แบ่งแจกเป็น 5 ระยะ แต่จ่ายจริงเพียง 2 กลุ่มคือ ผู้ถือบัตรสวัสดิการรัฐและคนพิการ และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ก่อนที่โครงการจะยุติลงเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล

 

เมื่อมาถึงการหาเสียงรอบนี้ พรรคเพื่อไทย ขยับหมากใหม่ด้วยการเปิดตัว โครงการเศรษฐีเงินล้าน แนวคิดแจกเงินรางวัล 1 ล้านบาท รวยทุกวัน 9 ล้าน 9 คน ให้ผู้โชคดีในแต่ละวันพร้อมอธิบายว่า เป้าหมายที่แท้จริง คือ การดึงประชาชนที่อยู่นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบเศรษฐกิจและระบบภาษีของรัฐ โดยพรรคชี้ว่าแรงงานนอกระบบจำนวนมาก คือ จุดบอดของนโยบายรัฐ และหากรัฐไม่เห็นข้อมูลจริงการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็จะไม่ตรงจุด

 

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่พรรคเพื่อไทยประกาศ เสียงคัดค้านต่อโครงการเศรษฐีเงินล้านก็ดังขึ้น โดยฝ่ายวิจารณ์มองว่าแนวคิดดังกล่าวมีลักษณะคล้าย “ลอตเตอรี่ของรัฐในรูปแบบใหม่” และตั้งคำถามว่า การใช้เงินภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจด้วยโชคลาภ จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจจริงหรือเป็นเพียงการสร้างภาพฝันในช่วงเลือกตั้ง

 

พร้อมกันนี้ยังมีนักวิชาการ มองว่า แนวคิดการสุ่มแจกเงินล้านทุกวันนั้น เป็นประชานิยมแบบ “สิ้นคิด” ที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศจริง ๆ และเป็นการต่อยอดจากแนวคิดแจกเงินหมื่นโดยไม่เปลี่ยนแปลงทิศทางทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ

 

และคำถามสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือประชาชนที่ไม่ถูกรางวัลจะได้ประโยชน์อะไรจากโครงการนี้ และการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจะมาพร้อมภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะกับแรงงานรายได้น้อย ขณะเดียวกัน ยังมีข้อกังวลด้านความโปร่งใส กระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับรางวัล การบริหารงบประมาณ รวมถึงความชัดเจนทางกฎหมาย ว่าจะขัดต่อวินัยการเงินการคลังของรัฐหรือไม่ และจะมีผลต่อหนี้สาธารณะที่สูงอยู่แล้วหรือไม่ รวมทั้งการดึงข้อมูลเข้าไปในระบบผ่านการแจกเงินล้านนั้น เป็นมาตรการที่มีผลจริงต่อฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจหรือเป็นเพียงแรงจูงใจชั่วคราว

 

ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ย้ำถึงนโยบายว่าเป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจและดึงประชาชนเข้าสู่ระบบฐานภาษี รัฐจะดูแลรายได้–รายจ่ายรายบุคคลเพื่อช่วยเหลือได้ตรงจุด พร้อมแจกรางวัลวันละ 1 ล้านบาท รวมกว่า 3,200 คนต่อปี คาดหากดำเนินครบ 8 ปี จะสร้างเศรษฐีได้ราว 26,000 คน ควบคู่มาตรการลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เงินหมุนเวียนมากขึ้น

 

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยชี้แจงว่า ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่เป็นการลงทุนสร้าง โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เพื่อขยายฐานภาษีและเพิ่มรายได้รัฐอย่างยั่งยืน โดยใช้แรงจูงใจให้ประชาชนสมัครใจเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและภาษี โดยยกตัวอย่างต่างประเทศ เช่น ไต้หวัน–บราซิล ที่เพิ่มรายได้ภาษีได้จริง พร้อมชี้ว่า ลงทุนราว 3,000 ล้านบาท แต่มีโอกาสสร้างรายได้รัฐหลักแสนล้านบาทต่อปี และย้ำว่าเป็นนโยบาย Win–Win ประชาชนได้ลุ้นรางวัล รัฐได้รายได้และข้อมูล พร้อมยืนยันระบบสุ่มตรวจสอบได้ โปร่งใส และคุ้มค่าวินัยการคลังในระยะยาว

 

ขณะที่นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวเช่นเดียวกันว่า ไม่ใช่ประชานิยมแจกเงิน แต่เป็นกลยุทธ์เพิ่มรายได้รัฐ โดยอิงโมเดลสลากใบเสร็จของไต้หวัน ใช้งบปีละ 3,285 ล้านบาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนขอใบเสร็จ ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ฐานภาษี หากเพิ่มการจัดเก็บ VAT ได้เพียง 10%จะสร้างรายได้รัฐกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี พร้อมได้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ใช้วางนโยบายในอนาคต

 

เมื่อมองภาพรวมทั้งโครงการแจกเงินหมื่น และโครงการเศรษฐีเงินล้าน สะท้อนแนวทางเดิมของพรรคเพื่อไทย คือการใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบ “เห็นผลเร็ว เข้าถึงง่าย” แต่ก็แลกมากับคำถามใหญ่เรื่องความยั่งยืน…

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

 

  • Tiktok
  • Youtube
  • Youtube