ซัดส่วนต่างดอกเบี้ยโหด “เงินกู้-เงินฝาก”ธุรกิจอ่วม

Video คลิปข่าวทั่วไป ข่าว

 

 

เศรษฐกิจไทย “วิกฤติ” จริงหรือไม่ ยังคงเป็นคำถามที่มีหลายคำตอบ

 

 

 

ซึ่งถ้าถาม “นายกฯเศรษฐา” เขามองว่า นี่คือวิกฤติ จำเป็นอย่างยิ่งที่แบงก์ชาติ จะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจโคม่าไปมากกว่านี้ แต่ถ้าถาม “ก้าวไกล” โดย “นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรค เธอก็ยังกังขากับคำๆ นี้ โดยรอให้บอร์ดดิจิทัลเคาะนิยามคำว่า ‘”วิกฤตเศรษฐกิจ” ส่วนผู้ว่า แบงก์ชาติ “ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ย้ำมาโดยตลอดว่า ไม่วิกฤติ

 

 

แต่เหนืออื่นใดในการประชุมกนง. 7 ก.พ. ได้ชี้ชัดถึงภาพเศรษฐกิจไทยไม่ได้วิกฤติ แต่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยโยบายไว้ที่ร้อยละ 2.50 โดยมีกรรมการ 2 ท่าน จาก 7 ท่าน ลงมติเห็นว่าควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ดังนั้น ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของกนง.ในปีนี้ ซึ่งเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจไทย จะเป็นอย่างไร สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.มีคำตอบ

 

 

โดยฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส ระบุว่า แนวโน้มทิศทางดอกเบี้ยในระยะถัดไปของแบงก์ชาติ จะเป็นการปรับให้สอดคล้องกับ เสถียรภาพการการเติบโตเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยทาง กนง. จะนำข้อมูลช่วง 3 เดือนก่อนการประชุมฯ ครั้งที่ 2/2567 ในวันที่ 10 เม.ย. 67 มาพิจาณาร่วมด้วย ซึ่ง ประเด็นหลักๆ ที่ กนง. ให้ความสำคัญ อาทิ GDP, เงินเฟ้อ, หนี้ครัวเรือน รวมทั้งส่วน ต่างดอกเบี้ยไทย-สหรัฐฯ เป็นต้น

 

 

อย่างไรก็ตาม ผลการประชุม กนง. ที่ไม่เป็นเอกฉันฑ์เช่นนี้ ทำให้มีโอกาสเห็นการปรับลดดอกเบี้ยมากขึ้น โดยหากพิจารณาจากสถิติในอดีตนับตั้งแต่ปี 2562 ช่วงที่มติการ ประชุม กนง. เสียงแตก เกิดขึ้นมาแล้ว 8 ครั้ง ซึ่งใน 6 ครั้ง จะตามมาด้วยการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินตามมติเสียงข้างน้อยในการประชุมครั้งถัดไป

 

 

สอดรับกับ SCB EIC ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่ กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% ตลอดปีหากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อยังไม่แผ่วลงมากนัก เว้นแต่เศรษฐกิจโตชะลอกว่าประมาณการ เงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง จะเป็นส่วนให้กนง.พิจารณาลดดอกเบี้ยลงได้

 

 

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในปี 67 โดยแรงส่งหลักมาจากการบริโภคภาคเอกชน ตามความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับดีขึ้นและมาตรการช่วยลดค่าครองชีพประชาชน นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่องและภาคการส่งออกที่กลับมาขยายตัวได้

 

 

อย่างไรก็ดี ปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปมาจากการประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ ปี 2567 ที่ล่าช้า ซึ่งจะกดดันการลงทุนภาครัฐในช่วงครึ่งปีแรก ตลอดจนความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความเสี่ยงใหม่ในตะวันออกกลางที่อาจกระทบการขนส่งทางทะเล และทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกชะงักขึ้นได้อีก เป็นความเสี่ยงต่อการส่งออกสินค้าของไทย

 

 

ขณะที่ “นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี” นายกสมาคมค้าทองคำ ก็กล่าวกับสำนักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น.ว่า การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้นมองว่า การจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงหรือไม่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบ มีข้อมูลรายละเอียดที่รอบคอบกว่าผู้ประกอบการ แต่โดยส่วนตัวอยากให้มีการพิจารณาช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้ให้ลดลง เพราะต้นทุนของผู้ประกอบการเวลานี้อยู่ที่ดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงเกินไป อัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่ใช่ประเด็นหลัก

 

 

นอกจากนี้ มองว่า รัฐบาลควรหามาตรการในเรื่องของการเพิ่มเงินในระบบเศรษฐกิจ ด้วยวิธีการอื่นๆนอกเหนือจากการรอพิจารณาเงินดิจิทัลเพียงอย่างเดียวเพราะอาจไม่เพียงพอต่อการฟื้นเศรษฐกิจ เช่น มาตรการดึงเงินในกระเป๋าของผู้ที่มีรายได้สูงให้ออกมาใช้จ่ายมากขึ้น ด้วยวิธีการจูงใจด้านภาษี หรืออื่นๆ ซึ่ง เวลานี้มองว่าคนมีเงินไม่ออกมาใช้จ่ายทำให้เกิดภาวะเงินฝืด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรไปพิจารณาในจุดนี้ เพื่อหาแรงจูงใจในการดึงเงินในกระเป๋า

 

 

 

 

 

 

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews