ถือเป็นการเปิดฉากสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทย หลังจากงบประมาณปี 2567 วงเงิน 3.48 ล้านล้านบาทผ่านสภาผู้แทนราษฏรวาระแรก ซึ่งนักวิเคราะห์ คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จและมีผลบังคับใช้ในช่วงปลาย เดือน เม.ย. หรือ ต้น พ.ค. 2567 หลังจากนั้นก็น่าจะเห็นการใช้เม็ดเงิน งบประมาณในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลเศรษฐา โดยคณะรัฐมนตรี ก็เร่งอัดฉีดนโยบายส่งเสริมภาคการ ท่องเที่ยว รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ล่าสุดกับการยกเว้นภาษีสุราพื้นบ้าน พร้อมทั้งปรับลดภาษีสรรพสามิตธุรกิจสถานบริการ- สถานบันเทิง เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการใช้จ่าย รวมทั้งการยกเลิกวีซ่า ให้กับนักท่องเที่ยว ไทย-จีน ถาวรตั้งแต่ 1 มี.ค. 2567 หลังมาตรการที่มีอยู่จะหมดอายุสิ้น ก.พ. นี้
ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ระบุว่า เมื่อพิจารณาจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยปี 2566 ททท. เผยเบื้องต้นอยู่ที่ 28 ล้านคน หรือ เพิ่มขึ้น 153% YoY ใกล้เคียงฝ่ายวิจัยฯคาด ซึ่งยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ที่ 40 ล้านคน ทั้งนี้มาตรการส่งเสริมภาคท่องเที่ยวดังกล่าวข้างต้น เชื่อว่าจะ เป็นแรงหนุนสำคัญให้ต่างชาติเดินทางเข้ามาในบ้านเรามากขึ้นในระยะถัดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีน อย่างไรก็ตามยังต้องพิจารณาถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนด้วย เช่นกัน
นอกจากนี้ สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.คุยกับ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ “ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์” ที่ครั้งหนึ่งนั้นเขาคือหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2567 ภายใต้สมการทางการเมืองที่เข้มข้นโดยมีนโยบายแจกเงินหมื่น ดิจิทัล วอลเล็ต ของรัฐบาลเศรษฐาเป็นเดิมพัน โดย “ศ.ดร.พรายพล” กล่าวว่า การท่องเที่ยวจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2567 รวมถึงการส่งออก
“ผมว่าที่น่าจะดี ก็คือเรื่องการท่องเที่ยว แนวโน้มดี เพราะฉะนั้นเรื่องการท่องเที่ยว ผมเชื่อว่าสำหรับประเทศไทยน่าจะผลักดันเศรษฐกิจได้ดี การส่งออกสินค้า ก็น่าจะดีขึ้น ถึงแม้เศรษฐกิจโลกอาจจะไม่ฟู้ฟ่ามมาก แต่ถ้าไม่เกิดปะทุเรื่องสงครามที่เกิดขึ้นอยู่ มันก็ยังพอไปได้ ฉะนั้นการส่งออกก็น่าจะไปได้ดีในระดับหนึ่ง โดยรวมน่าจะดีขึ้น”
ส่วนโครงการดิจิทัล วอลเล็ต แจกเงินหมื่นนั้น “ศ.ดร.พรายพล” ไม่แน่ใจว่าจะผ่านกฏหมายเพื่อการกู้เงินหรือไม่ เพราะมีอุปสรรคมากพอสมควร แต่อย่างไรก็ตามสภาพการณ์โดยทั่วไปของเศรษฐกิจก็ดีอยู่แล้ว จีดีพีปีนี้โต 3% มีโอกาสเป็นไปได้
“ส่วนนโยบายของรัฐก็ไม่แน่ใจดิจิทัล วอลเล็ต จะผ่านเป็นกฏหมายได้หรือเปล่าในการกู้ ผมว่ามีอุปสรรค แต่ถึงแม้ไม่มีดิจิทัล วอลเล็ต สภาพการณ์โดยทั่วไปมันก็น่าจะเอื้อพอสมควร ไม่น่าจะเป็นอุสรรคอะไรมาก ราคาน้ำมันก็แพง ก็ยังแพงแต่ว่าไม่น่าจะพุ่งพรวดขึ้นไปได้เท่าไร เพราะฉะนั้นเรื่องปัญหาเงินเฟ้ออะไรต่างๆพวกนี้ ก็น่าจะบรรเทา เบาบางลงไปได้ การใช้จ่ายโดยทั่วไป สำหรับคนไทย ก็น่าจะยังใช้จ่ายได้ดีพอสมควร ปัญหาหนี้ก็อาจจะยังเป็นประเด็นสำคัญสำหรับครัวเรือนโดยทั่วไป แต่ธุรกิจโดยรวม ผมว่าน่าจะพอไปได้ 3% เป็นไปได้อยู่แล้ว”
และเมื่อถามว่าเศรษฐกิจไทยวิกฤตหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “นายเศรษฐา ทวีสิน” เคยให้สัมภาษณ์ว่าประเทศไทยอยู่ในสภาพเศรษฐกิจวิกฤต โดย “ศ.ดร.พรายพล” ตอบคำถามนี้ว่าไม่เชื่อจะเป็นเช่นนั้น
“ผมไม่เชื่อว่ามันจะมีถึงขนาดนั้นอย่างที่ว่าถ้าเศรษฐกิจภายนอกไม่ได้รุนแรงไปกว่าที่มันเกิดขึ้นการรบสู้กันอะไรกัน ไม่ขยายวงอะไรต่ออะไรพวกนี้ ราคาน้ำมันก็อยู่ในเกณฑ์สูง แต่ก็ไม่ได้สูงมาก ราคาพืชผลต่างๆน่าจะยังดีอยู่ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุผล ผมคิดว่าเศรษฐกิจไทยก็ยังพอไปได้”
จากนี้ต่อไปจะต้องจับตาการขยายตัวเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพราะสำนักเศรษฐกิจต่างๆ ประเมินว่า จีดีพีไทยในปี 2567 โตเฉลี่ย 3.2% YoY ซึ่งถือว่าขยายตัวได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 2.7%YoY รวมถึงเติบโตเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเกือบเท่าตัว อีกทั้งประเทศไทยยังมีแต้มต่อจากนโยบาย กระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่ยังรออยู่ ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัล วอลเล็ต, Easy E – Receipt, ราคาพลังงาน, ค่าแรงขั้นต่ำ และ FDI นั่นเอง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews