จับทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2567 และความท้าทายของ “รัฐบาลเศรษฐา” ที่ว่ากันว่าปีนี้ ปีแห่งมะโรงงูใหญ่ จะต้องเจอกับโจทย์ใหญ่ ทั้งเศรษฐกิจโลกที่อัตราการเติบโตจะขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ประกอบกับความยืดเยื้อของความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย ยูเครน, มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งอาจยกระดับความรุนแรงจนส่งผลให้การแบ่งแยกเชิงภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก
ครั้งหนึ่งนั้น นายกรัฐมนตรี “เศรษฐา ทวีสิน” เคยวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยไว้ว่า อยู่ในสภาพวิกฤตและมีความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยนโยบายดิจิทัล วอลเล็ต ถือเป็นนโยบายสำคัญที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า จะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง
ทั้งนี้ สภาพัฒน์ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ 2567 จะขยายตัวได้ในกรอบร้อยละ 2.7 – 3.7 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการกลับมาขยายตัวของการส่งออก การขยายตัวในเกณฑ์ดีของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน และการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ทั้งนี้ คาดว่าการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวร้อยละ 3.2 และร้อยละ 2.8 ตามลำดับ มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 3.8 ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 1.7 – 2.7 ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ1.5 ของ GDP
สำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น.คุยกับ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง “นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” ถึงทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2567 โดย “นายธีระชัย” แนะให้จับตาเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เพราะเศรษฐกิจโลกยังคงมีจุดเปราะบางจากปัจจัยเสี่ยงที่กำลังสะสม และอาจจะปะทุขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์หนี้ของสหรัฐ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่อาจจะเกิดฟองสบู่แตก ส่วนเศรษฐกิจในยุโรปก็มีความซบเซา นอกจากนี้ ยังมีสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส สถานการณ์ความไม่สงบในทะเลแดงกระทบต่อการขนส่งสินค้า รวมทั้งภาระหนี้ของประเทศ หนี้ครัวเรือนและค่าครองชีพสูง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
“ผมเสนอแนะอย่างนี้นะครับประการแรกเลยผมว่าถึงเวลาที่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ซึ่งก็คือท่านนายกรัฐมนตรีเอง จะต้องหาทางที่จะพูดคุยกับทางธนาคารชาติคือธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อที่จะให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเอานโยบายด้านการเงินเข้ามาใช้ขับเคลื่อนมากกว่าที่จะอาศัยให้นโยบายการคลังแบกน้ำหนักฝ่ายเดียวเป็นหลักต้องมีการพลิกแพลงคือต้องทำนโยบายแทนที่จะเป็นนโยบายฟันดาบมือเดียว มันต้องฟันดาบสอง มือทั้งซ้ายและขวา ในส่วนนี้หมายความว่าอาจจะต้องมีการเพิ่มสภาพคล่องเข้าไปในระบบเพื่อที่จะกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้นมีการลดดอกเบี้ย ทำให้เงินบาทอ่อนแล้วก็มีการทำให้สถาบันการเงินมีการ Haircut แก้ปัญหาลูกหนี้ที่เป็นเอ็นพีแอลที่เป็นลูกหนี้ที่มันไม่สามารถที่จะชำระหนี้ได้อย่างแท้จริง การเพิ่มสภาพคล่องและลดดอกเบี้ยจะช่วยแก้ปัญหาพวกธุรกิจที่มีหนี้ล้นแล้วก็ครัวเรือนให้พอมีเวลาที่จะต้องหลักได้”
นอกจากนี้ ” นายธีระชัย” ยังได้เสนอให้รัฐบาลเร่งลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน ด้วยการปรับโครงสร้างราคาพลังงานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
“รัฐบาลจำเป็นจะต้องแก้ปัญหาในเรื่องค่าครองชีพให้กับประชาชนอย่างเร่งด่วนแต่ว่าแบบถาวร อย่าไปใช้วิธีฉาบฉวยอย่างที่ผ่านมาก็คือว่าการแก้ปัญหาลดราคาน้ำมัน ลดราคาแก๊สหุงต้ม ลดค่าไฟฟ้าโดยการควักออกมาจากกระเป๋าทางฝั่งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นลดภาษีหรือไม่ว่าจะเป็นให้ในการแบกรับหนี้เพิ่ม อันนี้มันเป็นการซ่อนปัญหา เป็นการซุกหนี้ พูดง่ายๆประชาชนก็ตกเป็นภาระแก่ประชาชนในอนาคต วิธีการเนี่ยก็คือถึงเวลาที่รัฐบาลต้องรื้อปรับปรุงโครงสร้างในเรื่องของธุรกิจพลังงานเพื่อที่จะแก้ปัญหา ประเภทเสือนอนกินแก้ปัญหาในเรื่องของการผูกขาดตัดตอนเพื่อที่จะให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับประชาชนมากขึ้น”
ทั้งหมดนี้คือหนึ่งในมุมมองต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2567 ซึ่งจากนี้ต่อไปจะต้องจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกรูปแบบของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายแจกเงินหมื่นดิจิทัล วอลเล็ต อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือปัจจัยที่มีผลต่อเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับคะแนนนิยมของรัฐบาลเศรษฐานั่นเอง
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews