บรรยากาศบริเวณ เมรุ 1 ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพของ พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล. ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย โดยใช้ผ้าและดอกไม้โทนสีน้ำเงิน-ขาว เป็นหลัก โดยมี พ.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นประธานในพิธี และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก เป็นประทานผ้าไตรบังสุกุลทอดหน้าหีบศพ
นอกจากนี้ภายในงานยังมีนักเรียนเตรียมรุ่น 51 และนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 67 เพื่อนรวมรุ่นมาร่วมกันร้องเพลงสนสามพรานเพื่อลำลึกถึงและร่วมส่งสารวัตรศิวเป็นครั้งสุดท้าย
โดย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รักษาราชการแทนผู้บังคับการตํารวจทางหลวง กล่าวว่า สารวัตรศิวกร ถือว่าได้ทำหน้าที่ของตัวเองจนนาทีสุดท้าย การที่ผู้บังคับบัญชาชวนไปพูดคุย ยังถือเป็นหน้าที่ราชการ และยังอยู่พื้นที่ โดยตนได้บอกกับสารวัตรศิว หลังถอดเครื่องช่วยหายใจว่า พี่ๆ น้องๆ จะทวงความยุติธรรมให้ ซึ่งวันนี้ทำได้แล้วส่วนหนึ่งแต่หนังเรื่องนี้ก็ยังไม่จบ
ทั้งนี้ตนทราบมาว่าก่อนเกิดเหตุ กำนันนก เคยพูดคุยกับสารวัตรศิว เพื่อขอเคลียร์เรื่องการบรรทุกน้ำหนักเกินของกิจการตนเองกว่า 100 คัน โดยเสนอผลประโยชน์ให้แต่สารวัตรศิวไม่รับ หลังจากนั้นก็มีการมาพูดคุยเรื่องขอตำแหน่งอีก ซึ่งก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือก่อนสุดท้ายมีการท้าดื่มสุรากันแล้ว กำนันนก สู้ไม่ได้จึงรู้สึกเสียหน้าประกอบกับเรื่องเดิมที่ไม่พอใจอยู่แล้ว จึงสั่งการไป
ขณะที่เมื่อเวลาประมาณ 9.40 น. ชุดปฏิบัติการพิเศษ ภ.จว.นครปฐม ได้คุมตัวตํารวจทั้ง 6 นาย ออกจากห้องคุมขัง ซึ่งผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงประเด็นการช่วยเหลือผู้ต้องหาว่ารู้สึกผิดหรืออยากขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิตหรือไม่ แต่ตํารวจทั้ง 6 นายปิดปากเงียบไม่ตอบคําถามใดๆ ก่อนถูกนําตัวขึ้นรถคุมขังเพื่อนําไปยื่นฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 จ.สมุทรสงคราม ในข้อหา “ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ ร่วมกันทำลายหลักฐาน และร่วมกันช่วยผู้อื่นกระทำความผิด” พร้อมคัดค้านการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน
ต่อมา พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 มีหนังสือคำสั่งให้ พล.ต.ต.จักรกฤษ เครือสุนทรวานิช ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม และ พ.ต.อ. ภูภณ ทัพเจริญ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครปฐม ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 7 โดยขาดจากการปฏิบัติหน้าที่ ในตำแหน่งเดิม เนื่องจากปรากฎภาพในงานเลี้ยงดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นเพื่อให้การสอบสวนคดีเกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพในการสอบสวนจึงมีคำสั่งดังกล่าว
ส่วนกรณีการดําเนินคดีกับพลเรือน 5 ราย ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ครั้งนี้นั้น ล่าสุด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาพลเรือนทั้ง 5 แล้วในความผิดฐาน “ร่วมกันทำลาย ซ่อนเร้น และร่วมกันช่วยเหลือผู้กระทำความผิด” โดยนายโบ๊ท ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้นำเซิร์ฟเวอร์กล้องวงจรปิดไปโยนทิ้งจริง เช่นเดียวกันกับนายเก่งที่รับสารภาพว่าเป็นผู้นำอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุไปซุกซ่อนฝังดินจริง ส่วนผู้ต้องหาอีก 3 ราย เป็นผู้ทำลายหลักฐานล้างคราบเลือดรวมถึงเก็บปลอกกระสุนปืนไปทิ้ง
ทั้งนี้ในส่วนของเซิร์ฟเวอร์ที่กู้ขึ้นจากนํ้าได้แล้วนั้น เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานคาดว่าต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน จะสามารถดึงข้อมูลสําคัญออกมาได้ทั้งหมด จากนั้นจะรายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews